|
เขียนโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
|
|
Friday, 27 January 2012 |
|
การตลาดของนมผงที่มีการแจกนมผงตัวอย่างฟรีแก่แม่หลังคลอด
โฆษณาในทุกสื่อ เป็นการตลาดที่ไร้จริยธรรมหรือไม่?
นมผงสำหรับทารกไม่ใช่สินค้าโดยทั่วไป
แต่เป็นอาหารที่จะต้องเข้าสู่ร่างกายทารกที่ยังแบบบาง การตลาดของสินค้าที่อาจมีผลกระทบต่อทารกเล็กๆ
จึงไม่ควรจะเหมือนกับการตลาดของสินค้าทั่วไป
ความจริงข้อที่1 “เมื่อไรที่ทารกเริ่มได้กินนมผง ยากที่จะเปลี่ยนกลับมากินนมแม่”
นมผงที่แจกให้แม่หลังคลอด
เพื่อให้แม่มีไว้ใกล้ๆมือ เมื่อไรที่เริ่มชงให้ลูกแรกเกิดที่กำลังร้องกิน
เท่ากับเริ่มติดกับดักขั้นแรก
บริษัทนมรู้ดีเท่าๆกับที่หมอเด็กรู้ดีว่า
เมื่อไรก็ตามที่ทารกแรกเกิดได้ดูดนมจากจุกนมยาง เมื่อนั้นทารกจะเริ่มเรียนรู้ว่า
นมนั้นไหลง่ายอย่างกับน้ำก๊อก ไม่ต้องออกแรงเท่าไรเลย แสนจะสบาย (คนเราติดความสบายมาตั้งแต่แรกเกิด)
ถ้าลองให้ลูกแรกเกิดได้ดูดนมผงจากขวดบ่อยๆ พอให้ดูดนมจากอกแม่ก็จะไม่ดูดแล้ว
แม่จะบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า “มันไม่ทันใจน่ะคุณหมอ ดูดจากเต้านมไหลไม่ทัน “
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
เขียนโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
|
|
Thursday, 25 August 2011 |
|
ผลของการทำงานนอกบ้านต่อการให้นมแม่
ในประเทศที่พัฒนาแล้วมีแม่จำนวนมากขึ้นที่ทั้งทำงานนอกบ้านและยังให้นมแม่ต่อได้
หญิงกลุ่มนี้จะเลือกมีบุตรเมื่ออายุ 30กว่าปี ถึง 40
ปีต้นๆ และหลังจากคลอดแล้วก็ยังต้องการทำงานในสายวิชาชีพของตนต่อ แม่ที่ได้รับการศึกษาในระดับยิ่งสูงและมีความก้าวหน้าในการงานยิ่งมาก
จะมีโอกาสเลือกมากขึ้นว่าจะจัดการอย่างไรเพื่อให้นมแม่ต่อเนื่องได้ หนึ่งในวิธีการที่ใช้คือบีบเก็บน้ำนมแม่ในขณะอยู่ที่ทำงาน
เพื่อนำกลับมาให้ลูกในวันถัดไป
ในปี
1987 Ryan and Martinez1ได้ศึกษาผลของการทำงานที่มีต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
พบว่าเมื่อลูกอายุ 6 เดือน มีเพียง 10% ของแม่ที่ทำงานเต็มเวลาเท่านั้นที่ยังคงให้นมแม่อยู่เทียบกับ 24%ในแม่ที่ไม่ได้ทำงาน และพบว่า
แม่ที่อายุเกิน 30 ปีที่ได้รับการศึกษาที่ดี
และมีระดับสังคมและเศรษฐกิจดี จะมีเปอร์เซนต์การให้นมแม่ได้ถึง 6 เดือนหลังคลอดสูงที่สุด2
การที่แม่วางแผนจะกลับไปทำงานภายใน 6 เดือนแรกหลังคลอด
ไม่มีผลต่อการเริ่มต้นให้นมแม่ แต่ Gielen
et al3 พบว่ามีผลอย่างชัดเจนต่อการหยุดให้นมแม่เร็วขึ้นภายใน
2- 3 เดือนหลังคลอด
และแม่ที่ทำงานน้อยกว่าหรือเท่ากับ 20 ชั่วโมงต่อสัปดาห์จะให้นมแม่ได้ยาวนานกว่า
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
เขียนโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
|
|
Thursday, 21 July 2011 |
|
นมแม่ป้องกันมะเร็ง
มีหลักฐานทางระบาดวิทยาบ่งว่า การกินนมแม่จะช่วยป้องกันเด็กจากการเกิดโรคมะเร็งได้ โดย David et al ได้รายงานใน Int J Cancer Suppl 1998; 11: 29-33 เรื่อง Review of the evidence for an association between infant feeding and childhood cancer สรุปว่า โดยรวมอุบัติการณ์ของการเกิดโรคมะเร็งในเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปีในทารกที่กินนมแม่ พบต่ำกว่าในเด็กที่กินนมผสม เห็นได้ชัดเจนในโรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง (lymphoma)
ในการศึกษาชนิด case control แสดงให้เห็นว่า การกินนมแม่มีผลป้องกัน Hodgkin’s disease ได้
การศึกษาหนึ่งที่ดูระยะเวลาการให้นมแม่ด้วย พบว่า มีการป้องกันมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้อย่างเห็นได้ชัด โดยกลุ่มที่เป็นมะเร็งกินนมแม่นานเฉลี่ย 8 เดือน ในขณะ กลุ่มควบคุมกินนานเฉลี่ย 10 เดือน
จากผลการศึกษาเหล่านี้ทำให้มีผู้คิดว่า น่าจะมีสารประกอบในน้ำนมแม่ที่อาจช่วยการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย จึงเป็นผลให้เสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งน้อยลง
สารต่อต้านมะเร็งในน้ำนมแม่ :
HAMLET
Lactoferrin พบว่ามีการยับยั้งการโตของมะเร็งในหนูทดลอง ( Human Lactoferrin inhibit growth of solid tumor and development of metastasis in mice Bezault Cancer Res 1994 May1 ,54 (9):2310-2
การค้นพบ HAMLET
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
เขียนโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
|
|
Monday, 30 May 2011 |
Baby-led Breastfeeding :“ Right brain thinking”
การทำงานของสมองซีกขวา กับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
บทความสำหรับบุคลากรสาธารณสุข
Dr. Christina Smillie 26 พค 54 10.30-12.00
เก็บความโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
Take home messages
1. ฮอร์โมน oxytocin มีผลต่อทั้งแม่และลูก ช่วยการสื่อสารระหว่างกัน
2. สัญชาติญาณของแม่ช่วยให้ลูกปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมรอบตัว
3. Oxytocin มีผลทั้งในระยะสั้นและระยะยาวต่อการรับรู้ข้อมูลของแม่ ช่วยให้แม่เข้าใจข้อมูลที่เราสื่อสารให้
จากการวิจัยของสถาบัน Karolinska ประเทศสวีเดน เรื่อง ผลoxytocin ต่อ แม่และลูกพบว่าoxytocin มีความเกี่ยวข้องกับระบบประสาทเคมี (Neurochemistry) คือ เป็นทั้ง neurotransmitter และ peripheral hormone และส่งผลต่อพฤติกรรมไปจนถึงบุคลิกภาพ
เป็นที่ทราบกันดีอยู่แล้วว่า oxytocin เป็นฮอร์โมนแห่งความรัก การคลอด และการให้นมแม่ ( Love, Labour, Lactation) เพราะ ทำให้แม่อยากโอบกอดลูก มดลูกหดตัว และมีการหลั่งน้ำนม ( milk ejection reflex) แต่อีกบทบาทหนึ่งที่ยังไม่ค่อยมีการกล่าวถึงกัน คือ บทบาทที่ช่วยการให้นมแม่ และทำให้ทารกปรับตัวมีชีวิตรอดได้
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
เขียนโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
|
|
Thursday, 26 May 2011 |
“Baby-led Breastfeeding”:
Neurobehavioral model for understanding how infant learns to feed
บทความสำหรับบุคลากรสาธารณสุข
26 พค 54 9.30-10.30 น. โดย Dr. Chritina Smillie MD, FAAP,IBCLC,FABM
เก็บความโดย พญ. ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล
Take home messages:
1.หลังคลอดใหม่ในชั่วโมงแรกๆ ทารกแรกเกิดมีความสามารถที่จะคลานไปบนอกแม่ เพื่อหาเต้านมและเริ่มต้นดูดนมแม่ ความสามารถนี้ไม่ได้มีเฉพาะในช่วง 24 ชั่วโมงแรกเท่านั้น แต่จะคงอยู่ได้นานหลายเดือน จนถึงเป็นปี
2. การที่ทารกคลานหาเต้านมแม่นั้นเป็นสิ่งที่ติดตัวมาตั้งแต่กำเนิด( innate) หากไม่มีการรบกวนความสัมพันธ์แม่-ลูกในช่วงนี้ (เช่นการแยกแม่-ลูกจากกัน การที่แม่ได้รับยาแก้ปวดซึ่งทำให้ลูกง่วง) จะทำให้ลูกดูดนมแม่ได้ดี
3.สมองซีกซ้าย เกี่ยวข้องกับความเป็นเหตุเป็นผล ส่วนสมองซีกขวาเกี่ยวข้องกับอารมณ์ความรู้สึก (แม่หลังคลอดส่วนใหญ่จะใช้สมองซีกขวา) สำหรับแม่ที่ใช้สมองซีกซ้ายเป็นส่วนใหญ่ อาจมีการรบกวนกับการใช้สมองซีกขวาเมื่อจะเริ่มต้นให้นมแม่
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 7 8 9 10 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 1 - 9 จาก 95 |