topleft
topright

หนูน้อยนมแม่

เชิญสมัครสมาชิก

ยินดีต้อนรับสมาชิก ศูนย์นมแม่ทุกท่าน .. กรุณา login

สถิติผู้เยี่ยมชม

วันนี้: 24
วานนี้: 841
เดือนนี้: 8182
ผู้เยี่ยมชมรวมทั้งหมด: 145720
เริ่มบันทึกข้อมูลตั้งแต่: 2008-02-17
บทความวิชาการ
นอนเถิดหนาลูกนอน เจ้าขวัญอ่อนของแม่ พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย แม่น้องอินทรี   
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008
สำหรับคุณแม่มือใหม่เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติการนอนของทารก
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
 
เปรียบเทียบ นมแม่ นมวัว นมแพะ นมผง พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า   
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008


ผู้ที่ได้ทำการเปรียบเทียบคือ Dr. Stephanie Clark เป็นผศ. ทาง Food Science and Human Nutrition จาก Washington State University  บีได้อีเมลล์ไปขออนุญาตกับเจ้าของ research เรียบร้อยแล้ว

อ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.saanendoah.com/compare.html#sclark

 

 

 

 

ตารางสารอาหารเปรียบเทียบ

 

อะไรที่น้อยกว่าในนมแม่ไม่ถือว่าขาดนะคะ
อย่าลืมว่าสารอาหารในนมแม่จะถูกร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกค่ะ

**สำหรับสารอาหารที่มีมากกว่าในนมผง เพราะการดูดซึมและนำไปใช้ของสารอาหารสังเคราะห์ในนมผงมีต่ำกว่าสารอาหารธรรมชาติในนมแม่ จึงจำเป็นต้องเติมให้มากเพื่อให้การดูดซึมเทียบเท่ากับสารอาหารในนมแม่**

 

 

เปรียบเทียบวิตามินต่างๆ ในนมแม่ นมวัว นมแพะ และนม formula ดัดแปลงสำหรับทารกค่ะ

comparing_milks.jpg

.

เปรียบเทียบแร่ธาตุ พลังงานและสารอาหารอื่นๆ comparing_milks1.jpg

.

ความต้องการสารอาหารของเด็กทารก (วิตามิน)

 infant_recom_daily_intake_vitamins.jpg

 .

ความต้องการสารอาหารของเด็กทารก (แร่ธาตุ)

infant_recom_daily_intake_minerals.jpg

.

สรุปได้ว่า นมแม่ เหมาะที่สุด ดีที่สุดค่ะ

หวังว่าแม่ๆ ทุกคนสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ให้กับลูกที่รักไปนานๆ นะคะ 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( พฤหัสบดี, 17 เมษายน 2008 )
 
การให้นมบุตรช่วยร่างกายสร้างกระดูกใหม่ พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า   
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008

 

การให้นมบุตรช่วยร่างกายสร้างกระดูกใหม่

คุณแม่มือใหม่ที่ให้นมบุตรไม่เพียงแต่ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกแล้ว คุณแม่ยังได้รับผลพลอยได้จากกลไกการสร้างกระดูกใหม่ในร่างกายอีกด้วย 

ดร. จูดี้ ฮอปกินสัน กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนมแม่จากสถาบัน Conseil National de Recherches Canada (CNRC) กล่าวว่า แม้การให้น้ำนมบุตรจะทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกในบริเวณสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง กลไกของร่างกายจะสร้างกระดูกใหม่ทั้งหมดเพื่อทดแทนกระดูกที่สูญเสียไปภายในสองปีแรกหลังการคลอดบุตร

 

ดร. ฮอปกินสัน ยังกล่าวอีกว่า การที่ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่นั้นเป็นโอกาสที่ช่วยคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรซ่อมแซมกระดูกที่มีการสึกหรออยู่แล้ว โดยทดแทนด้วยมวลกระดูกใหม่ ซึ่งกระดูกที่มีการสึกหรอหรือแตกร้างเล็กน้อย (microfractures) นั้นเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยด้วย

จึงก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า หญิงที่มีความเสี่ยงเรื่องกระดูกพรุนนั้นควรให้นมบุตรหรือไม่  

 

ดร. จูดี้ ฮอปกินสันจึงเฝ้าติดตามมวลกระดูกของแม่ 76 คน เป็นระยะเวลาสองปีหลังคลอด ซึ่งครึ่งหนึ่งของจำนวนแม่นั้นเป็นกลุ่มที่ให้นมบุตร กลุ่มที่สองเป็นแม่ที่ให้นมผสม

 

ความหนาแน่นของกระดูกในคุณแม่ทั้งสองกลุ่มถูกวัดอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธีการสแกน เรียกว่า DXA ซึ่งสามารถวัดพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของความหนาแน่นของกระดูกในส่วนต่างๆของร่างกาย

 

และไม่น่าแปลกใจที่ผลการศึกษาได้พบว่าเฉพาะกลุ่มแม่ที่ให้นมบุตรเท่านั้นที่สูญเสียมวลกระดูก อย่างไรก็ตาม ดร. ฮอปกินสันพบว่า ไม่เพียงแต่มวลกระดูกที่สูญเสียไปแล้วจะถูกทดแทนด้วยมวลกระดูกใหม่ แม่ที่ให้นมบุตรเป็นเวลา 9 เดือนหรือน้อยกว่า ยังมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นสามเปอร์เซ็นต์มากกว่าเมื่อคลอดบุตร สำหรับแม่ที่ให้นมบุตรเป็นเวลา 10 เดือนถึง 2 ปีก็พบว่ามีมวลกระดูกเพิ่มขึ้น แม้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราที่ช้าลงก็ตาม ดร. ฮอปกินสันเชื่อว่าหากเธอได้ทำการทดลองนี้นานกว่าสองปี มวลกระดูกของแม่ที่ให้นมบุตรเป็นเวลา 10 เดือนถึง 2 ปีจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน

 

ในระหว่างการทำวิจัยนี้ ดร. ฮอปกินสันได้พบด้วยว่า การตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของกระดูกของสตรี จึงทำการค้นคว้าเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในมวลกระดูกของแม่ในช่วงก่อนและหลังคลอดบุตร เพื่อต้องการศึกษาความหนาแน่นของกระดูกในสตรีที่เป็นผลจากการตั้งครรภ์

 

ทั้งนี้ ดร. ฮอปกินสัน กล่าวว่า อาหารที่คุณแม่มือใหม่บริโภคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลถึงระยะเวลาที่ร่างกายจะสร้างมวลกระดูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งการสร้างมวลกระดูกครั้งนี้จะส่งผลถึงสุขภาพกระดูกของคุณแม่ในระยะยาว 

 ที่มาของบทความ: Hopkinson JM, Butte NF, Ellis K, Smith EO. Lactation delays postpartum bone mineral accretion and temporarily alters its regional distribution in women. J Nutr. 2000; 130(4):777-783.

 

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
 
ปัญหาติดจุก อุปสรรคของนมแม่ พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า   
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008

ปัญหาติดจุก (NIPPLE CONFUSION)

การที่ลูกปฏิเสธนมแม่ แต่ยอมกินจากขวดผ่านจุกนมยาง คืออาการสับสนระหว่างจุกนมแม่และจุกนมปลอม (Nipple Confusion) ซึ่งปัญหานี้นี่เองที่สาเหตุหลักที่ทำให้แม่เข้าใจผิดว่าตนเองไม่มีน้ำนม หันไปชงนมผงใส่ขวดให้ลูกดูดกิน ทั้งที่เต้านมอาจคัดแข็งและเต็มไปด้วยน้ำนมก็ตาม


ปัญหานี้เกิดจากความเข้าใจผิดๆ ว่า การกินนมจากเต้าแม่ก็เหมือนกับการกินนมจากขวด ทารกที่กินนมจากขวดตั้งแต่อายุน้อยมากๆ จะมีปัญหาในการดูดนมแม่ เพราะนมแม่และขวดวิธีดูดที่แตกต่างกัน


การดูดนมแม่

ลูกต้องใช้ลิ้นและขยับกรามล่างเพื่อ “รีด” น้ำนมออกจากกระเปาะน้ำนม

- เมื่อลูกกินนมแม่ ลูกต้องอ้าปากกว้างและอมหัวนมแม่ไปถึงลานนม หัวนมแม่จะยืดไปถึงด้านในปากของลูก

- ลิ้นของลูกจะห่อลานนมที่ยืดและกดให้แนบไปกับเพดานปาก

- เมื่อลูกขยับลิ้นและกราม น้ำนมจะถูกรีดออกมาตามจังหวะที่ลูกขยับกราม

- หากลูกดูดตามวิธีดังกล่าว หัวนมจะอยู่ด้านในสุดของช่องปาก ทำให้แม่ไม่รู้สึกเจ็บหัวนม


การดูดนมขวด (จุกนมยาง)

น้ำนมจะไหลผ่านรูที่จุกนมยาง โดยอาศัยแรงโน้มถ่วง ดังนั้นลูกไม่ต้องออกแรงในการกินนม

- ลูกไม่ต้องอ้าปากกว้าง แต่จะห่อริมฝีปากให้เล็กและแน่น

- จุกนมยางไม่ยืดถึงส่วนในสุดของช่องปาก ลูกไม่ต้องใช้ลิ้นรีดเพื่อเอาน้ำนมออกจากจุกนมยาง

- ลูกจะดูดแผ่วๆ และงับกัดจุกนมยางเพื่อให้น้ำนมไหลออกจากขวด

- เมื่อน้ำนมไหลเร็วเกินไป ลูกจะใช้ลิ้นดุนขึ้นเพื่อชะลอการไหลของนม

- น้ำนมไหลไม่หยุดและเอ่อล้นอยู่ในปาก ไม่ว่าลูกจะดูดหรือไม่ดูดก็ตาม


เมื่อลูกเคยชินกับการกินนมจากขวด ซึ่งง่ายกว่าการกินนมแม่ จะทำให้ลูกปฏิเสธเต้าแม่ และถึงแม้ว่าลูกจะยอมกินนมแม่ก็ตาม ลูกจะกัดนมแม่ ด้วยเหตุที่เคยชินกับการกัดงับให้น้ำนมไหลเข้าปากนั่นเอง


อาการติดจุก สังเกตุได้ดังนี้

- ทารกที่กินนมขวดตั้งแต่แรกเกิดจะเอาลิ้นดุนนมแม่ออกจากปาก

- ทารกไม่อ้าปากกว้า และจะดูด/งับที่หัวนมแม่ (ไม่อมถึงลานนม) แม่จะเจ็บหัวนมและลูกจะไม่ได้รับน้ำนมมากพอเพราะกลไกดูดที่ผิดนี้ไม่สามารถรีดน้ำนมออกจากเต้าแม่ได้

- ทารกที่กินจากจุกนมยางจะเคยชินกับน้ำนมที่ไหลออกทันทีที่มีจุกนมเข้าปาก จะไม่รอจนน้ำนมพุ่ง (Milk Ejection Reflex หรือความรู้สึกจี๊ดที่เต้า) ที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1-2 นาทีหลังจากเริ่มดูด


หลายคนอาจด่วนสรุปว่าให้กินจากขวดไปเลย เพราะง่ายกว่า แต่มีการศึกษาเปรียบเทียบแล้วว่าทารกที่กินนมแม่จะมีความเครียดน้อยกกว่าทารกที่กินนมขวด เพราะ

- การหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอกว่า

- ทารกสามารถควบคุมปริมาณการไหลของน้ำนมแม่ได้ ตามจังหวะ ดูด กลืน หยุด

- การกินนมจากเต้าเป็นธรรมชาติกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า


วิธีป้องกันปัญหาติดจุก

- เพราะทารกต้องฝึกฝนทักษะการดูดกินนมจากเต้าแม่ในช่วง 1 เดือนแรก จึงไม่ควรให้ทารกกินนมจากจุกนมยางในช่วงอายุน้อยกว่า 1 เดือน (รวมถึงจุกนมหลอก หรือ pacifier ด้วย)


แม่หลายคนที่ต้องกลับไปทำงานอาจกังวลเรื่องลูกติดเต้า ไม่ยอมกินนมจากขวดระหว่างแม่ไปทำงาน จึงต้องการฝึกให้ลูกยอมรับขวดตั้งแต่วัยเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่วิธีนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาติดจุกได้ เพราะเมื่อลูกติดจุกและไม่ยอมดูดจากเต้า ปัญหาอื่นๆ อาจจะหนักกว่ากับการอดทนฝึกให้ลูกกินจากขวดหรือวิธีอื่นๆ (แก้ว/ ช้อน/ หลอด) ตอนลูกอายุ 2-3 เดือน



วิธีแก้อาการติดจุก ทำอย่างไรให้หายสับสน

• งดขวด จุกนมยาง จุกนมหลอก (ต้องใจแข็งค่ะ)

• ป้อนนมลูกด้วยวิธีอื่น (แก้ว/ ช้อน/ หลอด)

• อุ้มลูกบ่อยๆ ให้ลูกเคยชินกับไออุ่นจากอกแม่

• ให้ลูกกินนมจากอกเมื่อลูกอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด อย่ารอให้ลูกหิวจัด

• เช็คดูว่าลูกกินนมถูกวิธีหรือไม่ อ้าปากกว้างก่อนงับ และอมถึงลานนมหรือไม่

• ปั๊มนมหรือกระตุ้นให้น้ำนมพุ่งก่อนให้ลูกดูด ทารกที่ติดจุกจะพอใจเมื่อดูดปุ๊บ น้ำนมไหลปั๊บ จะยอมรับเต้านมแม่ง่ายขึ้น

• ใช้ดรอปเปอร์หรือไซริงค์หยอดน้ำนมที่หัวนมแม่ เมื่อลูกมีท่าทางหงุดหงิดไม่ยอมรับเต้าแม่

• ปรึกษาคลินิคนมแม่ หรือแม่อาสา


ทารกที่ติดจุกจะทำหน้างงงวยเมื่อต้องกินนมแม่แทนนมขวด ปัญหานี้แก้ไม่ยากถ้าแม่เข้มแข็งและแน่วแน่ และแม่จะต้องอดทนกับเสียงร้องของลูกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น อย่าลืมให้กำลังใจกับลูกเมื่อลูกยอมดูด แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม


อย่าลืมว่าการป้องกันปัญหาติดจุกง่ายกว่าการแก้นะคะ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคืออย่าเริ่มให้ลูกกินนมจากขวดเร็วเกินไป ให้ใช้แก้ว ช้อน หรือหลอดป้อน จะสามารถป้องกันมิให้ลูกเกิดความสับสนระหว่างนมแม่และจุกนมยางได้ค่ะ

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
 
ทารกไม่กินน้ำ 6 เดือน ...... เป็นไปได้อย่างไร!!!!! พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า   
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008

ทารกไม่กินน้ำ 6 เดือน ...... เป็นไปได้อย่างไร!!!!!

 

น้ำนั้น สำคัญไฉน?? ... นมแม่คือน้ำที่ลูกน้อยต้องการ.....


นมแม่ล้วน 6 เดือนแรก (Exclusive Breastfeeding)


1. ถาม - ทำไมต้องนมแม่ล้วนเท่านั้นในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต

ตอบ จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ลูกน้อยที่กินนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกจะมีผลดีกับการเติบโตและพัฒนาการของลูก เพราะนมแม่มีคุณค่าและพลังงานที่เหมาะสมกับความต้องการของทารก การกินนมแม่ล้วนในช่วง 6 เดือนแรก ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในทารกจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ในทางเดินหายใจ (ปอดบวม) หรือหูอักเสบ ช่วยให้ร่ายกายของทารกฟื้นตัวเร็วเมื่อเจ็บป่วย และยังช่วยแม่คุมกำเนิดโดยธรรมชาติด้วย


2. ถาม – ทำไมน้ำจึงไม่จำเป็นสำหรับทารก

ตอบ – ความเชื่อผิดๆ ที่สืบทอดลงมา เช่น
* มนุษย์ต้องกินน้ำ ทารกจึงต้องได้รับน้ำสะอาดด้วย
* ดับกระหาย
* ทำให้ไม่งอแง ไม่ติดแม่
* ช่วยให้ถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก


ซึ่งจริงๆ แล้ว ทารกต้องการปริมาณน้ำ 80–100 มล.ต่อ 1 กก. ในช่วงอาทิตย์แรกๆ และประมาณ 140–160 มล.ต่อ 1 กก. ในช่วงอายุ 3–6 เดือน ซึ่งหากลูกกินนมแม่ทุกครั้งที่ต้องการ หรือ on demand (กลางวันและกลางคืน) ปริมาณน้ำที่ลูกได้รับจากน้ำนม เป็นปริมาณที่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการแล้ว เพราะ


- 80% ของนมแม่ คือ น้ำ

ในระยะแรก หัวน้ำนมจะเข้มข้นไปด้วยสารอาหารและภูมิคุ้มกัน ปริมาณน้ำจะน้อยแต่น้ำเป็นสิ่งที่ไม่จะเป็นสำหรับเด็กแรกเกิด เพราะร่างกายของเด็กแรกเกิดในปริมาณน้ำสะสมอยู่แล้ว ในระยะวันที่ 3-4 หัวน้ำนมถูกแทนที่ด้วยน้ำนมแม่ ซึ่งจะเป็นแหล่งน้ำของทารกไปจนถึงอายุ 6 เดือน
(ส่วนประกอบของนมแม่ – ไขมัน 3.8%, โปรตีน 0.9%, แล็คโตส 7.0%, อื่นๆ 0.2%, น้ำ 88.1%)


- สารอาหารในน้ำนมแม่ถูกดูดซึมไปใช้ได้เกือบ 100 %

แม้ว่าปริมาณน้ำในนมแม่มีสูงและสสารในนมแม่มีน้อย (แต่พอเหมาะกับความต้องการของลูก) ร่างกายของทารกสามารถดูดซึมสารอาหารในนมแม่ได้เกือบ 100% ปริมาณน้ำที่ได้จากนมแม่จะช่วยในการชะล้างส่วนเกิน ไตของทารกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่จึงไม่ต้องทำงานหนัก


3. ถาม – การให้ทารกกินน้ำก่อนอายุ 6 เดือน มีผลกระทบอย่างไร

ตอบ – เนื่องจากกระเพาะของทารกเล็กมาก การป้อนน้ำกับทารกทำให้น้ำไปแทนที่ของนมในกระเพาะ ทำให้เสี่ยงก่อให้เกิดภาวะขาดอาหารในทารก การเติบโตและพัฒนาการล่าช้า ปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้ทารกอิ่มหรือเจริญอาหารน้อยลง และจะได้รับประโยชน์จากนมแม่น้อยลง (การศึกษาพบว่าการให้น้ำในช่วง 6 เดือนแรกทำให้ทารกกินนมได้น้อยลง 11 % การให้ทารกกินน้ำในระยะ 6 เดือนแรกยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคท้องเสียที่เกิดจากน้ำหรือภาชนะที่ไม่สะอาดด้วย


ดังนั้นเมื่อใดที่ลูกหิวนมหรือกระหายน้ำ นมแม่จะช่วยดับกระหายพร้อมยังให้สารอาหารอื่นๆ ที่สำคัญต่อทารกในปริมาณที่พอเหมาะอีกด้วย ผลดีอีกข้อสำหรับการกินนมแม่อย่างเดียวคือ ลูกดูดยิ่งบ่อย จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายแม่ผลิตน้ำนมมากขึ้นด้วย


4. ถาม – ทำไมจึงให้ทารกกินน้ำเมื่ออายุ 6 เดือน

ตอบ – เนื่องจากร่างกายของทารกเริ่มต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นหลังอายุ 6 เดือนไปแล้ว น้ำนม (ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมผง) มีสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของทารก ดังนั้นควรให้ทารกเริ่มทานอาหารเสริมหลัง 6 เดือนไปแล้ว โดยอาหารเหล่านี้จะทำให้ทารกต้องการปริมาณน้ำมากขึ้นด้วยสำหรับการกลืนและย่อย อย่างไรก็ตาม การให้น้ำไม่ควรให้มากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ปริมาณการกินนมแม่ลดน้อยลง


ข้อมูลจาก : http://www.linkagesproject.org
Exclusive Breastfeeding: The Only Water Source Young Infants Need- Frequently Asked Questions

แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
 
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 ถัดไป > สุดท้าย >>

ผลลัพธ์ 37 - 45 จาก 52

นมแม่โพล

คุณแม่ได้ลูกมาดูดนมแม่หลังคลอดเวลาไหน
 

Editor's pick

editorpick2.png
Copyright 2007-2008 Thai Breast Feeding. All rights reserved
Joomla Templates by JoomlaShack Joomla Templates