|
นอนเถิดหนาลูกนอน เจ้าขวัญอ่อนของแม่ |
|
|
|
เขียนโดย แม่น้องอินทรี
|
|
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008 |
|
สำหรับคุณแม่มือใหม่เพื่อให้เข้าใจธรรมชาติการนอนของทารก
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
เปรียบเทียบ นมแม่ นมวัว นมแพะ นมผง |
|
|
|
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า
|
|
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008 |
|
ผู้ที่ได้ทำการเปรียบเทียบคือ Dr. Stephanie Clark เป็นผศ. ทาง Food Science and Human Nutrition จาก Washington State University บีได้อีเมลล์ไปขออนุญาตกับเจ้าของ research เรียบร้อยแล้ว
อ่านเต็มๆ ได้ที่นี่ค่ะ
http://www.saanendoah.com/compare.html#sclark
ตารางสารอาหารเปรียบเทียบ
อะไรที่น้อยกว่าในนมแม่ไม่ถือว่าขาดนะคะ
อย่าลืมว่าสารอาหารในนมแม่จะถูกร่างกายดูดซึมได้ดีที่สุด เหมาะสมที่สุดสำหรับลูกค่ะ
**สำหรับสารอาหารที่มีมากกว่าในนมผง เพราะการดูดซึมและนำไปใช้ของสารอาหารสังเคราะห์ในนมผงมีต่ำกว่าสารอาหารธรรมชาติในนมแม่ จึงจำเป็นต้องเติมให้มากเพื่อให้การดูดซึมเทียบเท่ากับสารอาหารในนมแม่**
เปรียบเทียบวิตามินต่างๆ ในนมแม่ นมวัว นมแพะ และนม formula ดัดแปลงสำหรับทารกค่ะ
.
เปรียบเทียบแร่ธาตุ พลังงานและสารอาหารอื่นๆ
.
ความต้องการสารอาหารของเด็กทารก (วิตามิน)
.
ความต้องการสารอาหารของเด็กทารก (แร่ธาตุ)
.
สรุปได้ว่า นมแม่ เหมาะที่สุด ดีที่สุดค่ะ
หวังว่าแม่ๆ ทุกคนสามารถมอบสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูก ให้กับลูกที่รักไปนานๆ นะคะ
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( พฤหัสบดี, 17 เมษายน 2008 )
|
|
|
การให้นมบุตรช่วยร่างกายสร้างกระดูกใหม่ |
|
|
|
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า
|
|
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008 |
|
การให้นมบุตรช่วยร่างกายสร้างกระดูกใหม่
คุณแม่มือใหม่ที่ให้นมบุตรไม่เพียงแต่ให้สิ่งที่ดีที่สุดสำหรับลูกแล้ว คุณแม่ยังได้รับผลพลอยได้จากกลไกการสร้างกระดูกใหม่ในร่างกายอีกด้วย
ดร. จูดี้ ฮอปกินสัน กุมารแพทย์และผู้เชี่ยวชาญทางด้านนมแม่จากสถาบัน Conseil National de Recherches Canada (CNRC) กล่าวว่า แม้การให้น้ำนมบุตรจะทำให้ร่างกายสูญเสียมวลกระดูกในบริเวณสะโพก ข้อมือ และกระดูกสันหลัง กลไกของร่างกายจะสร้างกระดูกใหม่ทั้งหมดเพื่อทดแทนกระดูกที่สูญเสียไปภายในสองปีแรกหลังการคลอดบุตร
ดร. ฮอปกินสัน ยังกล่าวอีกว่า การที่ร่างกายสร้างมวลกระดูกใหม่นั้นเป็นโอกาสที่ช่วยคุณแม่ที่กำลังให้นมบุตรซ่อมแซมกระดูกที่มีการสึกหรออยู่แล้ว โดยทดแทนด้วยมวลกระดูกใหม่ ซึ่งกระดูกที่มีการสึกหรอหรือแตกร้างเล็กน้อย (microfractures) นั้นเป็นสาเหตุของโรคกระดูกพรุนในผู้สูงวัยด้วย
จึงก่อให้เกิดคำถามขึ้นว่า หญิงที่มีความเสี่ยงเรื่องกระดูกพรุนนั้นควรให้นมบุตรหรือไม่
ดร. จูดี้ ฮอปกินสันจึงเฝ้าติดตามมวลกระดูกของแม่ 76 คน เป็นระยะเวลาสองปีหลังคลอด ซึ่งครึ่งหนึ่งของจำนวนแม่นั้นเป็นกลุ่มที่ให้นมบุตร กลุ่มที่สองเป็นแม่ที่ให้นมผสม
ความหนาแน่นของกระดูกในคุณแม่ทั้งสองกลุ่มถูกวัดอย่างสม่ำเสมอด้วยวิธีการสแกน เรียกว่า DXA ซึ่งสามารถวัดพบความแตกต่างเพียงเล็กน้อยของความหนาแน่นของกระดูกในส่วนต่างๆของร่างกาย
และไม่น่าแปลกใจที่ผลการศึกษาได้พบว่าเฉพาะกลุ่มแม่ที่ให้นมบุตรเท่านั้นที่สูญเสียมวลกระดูก อย่างไรก็ตาม ดร. ฮอปกินสันพบว่า ไม่เพียงแต่มวลกระดูกที่สูญเสียไปแล้วจะถูกทดแทนด้วยมวลกระดูกใหม่ แม่ที่ให้นมบุตรเป็นเวลา 9 เดือนหรือน้อยกว่า ยังมีมวลกระดูกเพิ่มขึ้นสามเปอร์เซ็นต์มากกว่าเมื่อคลอดบุตร สำหรับแม่ที่ให้นมบุตรเป็นเวลา 10 เดือนถึง 2 ปีก็พบว่ามีมวลกระดูกเพิ่มขึ้น แม้เพิ่มขึ้นเป็นอัตราที่ช้าลงก็ตาม ดร. ฮอปกินสันเชื่อว่าหากเธอได้ทำการทดลองนี้นานกว่าสองปี มวลกระดูกของแม่ที่ให้นมบุตรเป็นเวลา 10 เดือนถึง 2 ปีจะต้องเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญแน่นอน
ในระหว่างการทำวิจัยนี้ ดร. ฮอปกินสันได้พบด้วยว่า การตั้งครรภ์เป็นสาเหตุของการเปลี่ยนแปลงในโครงสร้างของกระดูกของสตรี จึงทำการค้นคว้าเกี่ยวกับความเปลี่ยนแปลงในมวลกระดูกของแม่ในช่วงก่อนและหลังคลอดบุตร เพื่อต้องการศึกษาความหนาแน่นของกระดูกในสตรีที่เป็นผลจากการตั้งครรภ์
ทั้งนี้ ดร. ฮอปกินสัน กล่าวว่า “อาหารที่คุณแม่มือใหม่บริโภคจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลถึงระยะเวลาที่ร่างกายจะสร้างมวลกระดูกขึ้นมาใหม่ ซึ่งการสร้างมวลกระดูกครั้งนี้จะส่งผลถึงสุขภาพกระดูกของคุณแม่ในระยะยาว”
ที่มาของบทความ: Hopkinson JM, Butte NF, Ellis K, Smith EO. Lactation delays postpartum bone mineral accretion and temporarily alters its regional distribution in women. J Nutr. 2000; 130(4):777-783.
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
|
|
|
ปัญหาติดจุก อุปสรรคของนมแม่ |
|
|
|
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า
|
|
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008 |
|
ปัญหาติดจุก (NIPPLE CONFUSION)
การที่ลูกปฏิเสธนมแม่ แต่ยอมกินจากขวดผ่านจุกนมยาง คืออาการสับสนระหว่างจุกนมแม่และจุกนมปลอม (Nipple Confusion) ซึ่งปัญหานี้นี่เองที่สาเหตุหลักที่ทำให้แม่เข้าใจผิดว่าตนเองไม่มีน้ำนม หันไปชงนมผงใส่ขวดให้ลูกดูดกิน ทั้งที่เต้านมอาจคัดแข็งและเต็มไปด้วยน้ำนมก็ตาม
ปัญหานี้เกิดจากความเข้าใจผิดๆ ว่า การกินนมจากเต้าแม่ก็เหมือนกับการกินนมจากขวด ทารกที่กินนมจากขวดตั้งแต่อายุน้อยมากๆ จะมีปัญหาในการดูดนมแม่ เพราะนมแม่และขวดวิธีดูดที่แตกต่างกัน
การดูดนมแม่
ลูกต้องใช้ลิ้นและขยับกรามล่างเพื่อ “รีด” น้ำนมออกจากกระเปาะน้ำนม
- เมื่อลูกกินนมแม่ ลูกต้องอ้าปากกว้างและอมหัวนมแม่ไปถึงลานนม หัวนมแม่จะยืดไปถึงด้านในปากของลูก
- ลิ้นของลูกจะห่อลานนมที่ยืดและกดให้แนบไปกับเพดานปาก
- เมื่อลูกขยับลิ้นและกราม น้ำนมจะถูกรีดออกมาตามจังหวะที่ลูกขยับกราม
- หากลูกดูดตามวิธีดังกล่าว หัวนมจะอยู่ด้านในสุดของช่องปาก ทำให้แม่ไม่รู้สึกเจ็บหัวนม
การดูดนมขวด (จุกนมยาง)
น้ำนมจะไหลผ่านรูที่จุกนมยาง โดยอาศัยแรงโน้มถ่วง ดังนั้นลูกไม่ต้องออกแรงในการกินนม
- ลูกไม่ต้องอ้าปากกว้าง แต่จะห่อริมฝีปากให้เล็กและแน่น
- จุกนมยางไม่ยืดถึงส่วนในสุดของช่องปาก ลูกไม่ต้องใช้ลิ้นรีดเพื่อเอาน้ำนมออกจากจุกนมยาง
- ลูกจะดูดแผ่วๆ และงับกัดจุกนมยางเพื่อให้น้ำนมไหลออกจากขวด
- เมื่อน้ำนมไหลเร็วเกินไป ลูกจะใช้ลิ้นดุนขึ้นเพื่อชะลอการไหลของนม
- น้ำนมไหลไม่หยุดและเอ่อล้นอยู่ในปาก ไม่ว่าลูกจะดูดหรือไม่ดูดก็ตาม
เมื่อลูกเคยชินกับการกินนมจากขวด ซึ่งง่ายกว่าการกินนมแม่ จะทำให้ลูกปฏิเสธเต้าแม่ และถึงแม้ว่าลูกจะยอมกินนมแม่ก็ตาม ลูกจะกัดนมแม่ ด้วยเหตุที่เคยชินกับการกัดงับให้น้ำนมไหลเข้าปากนั่นเอง
อาการติดจุก สังเกตุได้ดังนี้
- ทารกที่กินนมขวดตั้งแต่แรกเกิดจะเอาลิ้นดุนนมแม่ออกจากปาก
- ทารกไม่อ้าปากกว้า และจะดูด/งับที่หัวนมแม่ (ไม่อมถึงลานนม) แม่จะเจ็บหัวนมและลูกจะไม่ได้รับน้ำนมมากพอเพราะกลไกดูดที่ผิดนี้ไม่สามารถรีดน้ำนมออกจากเต้าแม่ได้
- ทารกที่กินจากจุกนมยางจะเคยชินกับน้ำนมที่ไหลออกทันทีที่มีจุกนมเข้าปาก จะไม่รอจนน้ำนมพุ่ง (Milk Ejection Reflex หรือความรู้สึกจี๊ดที่เต้า) ที่จะเกิดขึ้นประมาณ 1-2 นาทีหลังจากเริ่มดูด
หลายคนอาจด่วนสรุปว่าให้กินจากขวดไปเลย เพราะง่ายกว่า แต่มีการศึกษาเปรียบเทียบแล้วว่าทารกที่กินนมแม่จะมีความเครียดน้อยกกว่าทารกที่กินนมขวด เพราะ
- การหายใจและอัตราการเต้นของหัวใจสม่ำเสมอกว่า
- ทารกสามารถควบคุมปริมาณการไหลของน้ำนมแม่ได้ ตามจังหวะ ดูด กลืน หยุด
- การกินนมจากเต้าเป็นธรรมชาติกว่า ใช้พลังงานน้อยกว่า
วิธีป้องกันปัญหาติดจุก
- เพราะทารกต้องฝึกฝนทักษะการดูดกินนมจากเต้าแม่ในช่วง 1 เดือนแรก จึงไม่ควรให้ทารกกินนมจากจุกนมยางในช่วงอายุน้อยกว่า 1 เดือน (รวมถึงจุกนมหลอก หรือ pacifier ด้วย)
แม่หลายคนที่ต้องกลับไปทำงานอาจกังวลเรื่องลูกติดเต้า ไม่ยอมกินนมจากขวดระหว่างแม่ไปทำงาน จึงต้องการฝึกให้ลูกยอมรับขวดตั้งแต่วัยเพียงไม่กี่สัปดาห์ แต่วิธีนี้อาจก่อให้เกิดปัญหาติดจุกได้ เพราะเมื่อลูกติดจุกและไม่ยอมดูดจากเต้า ปัญหาอื่นๆ อาจจะหนักกว่ากับการอดทนฝึกให้ลูกกินจากขวดหรือวิธีอื่นๆ (แก้ว/ ช้อน/ หลอด) ตอนลูกอายุ 2-3 เดือน
วิธีแก้อาการติดจุก ทำอย่างไรให้หายสับสน
• งดขวด จุกนมยาง จุกนมหลอก (ต้องใจแข็งค่ะ)
• ป้อนนมลูกด้วยวิธีอื่น (แก้ว/ ช้อน/ หลอด)
• อุ้มลูกบ่อยๆ ให้ลูกเคยชินกับไออุ่นจากอกแม่
• ให้ลูกกินนมจากอกเมื่อลูกอารมณ์ดี ไม่หงุดหงิด อย่ารอให้ลูกหิวจัด
• เช็คดูว่าลูกกินนมถูกวิธีหรือไม่ อ้าปากกว้างก่อนงับ และอมถึงลานนมหรือไม่
• ปั๊มนมหรือกระตุ้นให้น้ำนมพุ่งก่อนให้ลูกดูด ทารกที่ติดจุกจะพอใจเมื่อดูดปุ๊บ น้ำนมไหลปั๊บ จะยอมรับเต้านมแม่ง่ายขึ้น
• ใช้ดรอปเปอร์หรือไซริงค์หยอดน้ำนมที่หัวนมแม่ เมื่อลูกมีท่าทางหงุดหงิดไม่ยอมรับเต้าแม่
• ปรึกษาคลินิคนมแม่ หรือแม่อาสา
ทารกที่ติดจุกจะทำหน้างงงวยเมื่อต้องกินนมแม่แทนนมขวด ปัญหานี้แก้ไม่ยากถ้าแม่เข้มแข็งและแน่วแน่ และแม่จะต้องอดทนกับเสียงร้องของลูกเพียงไม่กี่วันเท่านั้น อย่าลืมให้กำลังใจกับลูกเมื่อลูกยอมดูด แม้จะเป็นเพียงชั่วครู่ก็ตาม
อย่าลืมว่าการป้องกันปัญหาติดจุกง่ายกว่าการแก้นะคะ ดังนั้นวิธีที่ดีที่สุดคืออย่าเริ่มให้ลูกกินนมจากขวดเร็วเกินไป ให้ใช้แก้ว ช้อน หรือหลอดป้อน จะสามารถป้องกันมิให้ลูกเกิดความสับสนระหว่างนมแม่และจุกนมยางได้ค่ะ
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
|
|
|
ทารกไม่กินน้ำ 6 เดือน ...... เป็นไปได้อย่างไร!!!!! |
|
|
|
เขียนโดย บี มามี๊ต่าต๋า
|
|
พฤหัสบดี, 06 มีนาคม 2008 |
|
ทารกไม่กินน้ำ 6 เดือน ...... เป็นไปได้อย่างไร!!!!!
น้ำนั้น สำคัญไฉน?? ... นมแม่คือน้ำที่ลูกน้อยต้องการ.....
นมแม่ล้วน 6 เดือนแรก (Exclusive Breastfeeding)
1. ถาม - ทำไมต้องนมแม่ล้วนเท่านั้นในช่วง 6 เดือนแรกของชีวิต
ตอบ – จากหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ ลูกน้อยที่กินนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกจะมีผลดีกับการเติบโตและพัฒนาการของลูก เพราะนมแม่มีคุณค่าและพลังงานที่เหมาะสมกับความต้องการของทารก การกินนมแม่ล้วนในช่วง 6 เดือนแรก ช่วยลดอัตราการเสียชีวิตในทารกจากโรคร้ายต่างๆ เช่น โรคติดเชื้อในทางเดินอาหาร ในทางเดินหายใจ (ปอดบวม) หรือหูอักเสบ ช่วยให้ร่ายกายของทารกฟื้นตัวเร็วเมื่อเจ็บป่วย และยังช่วยแม่คุมกำเนิดโดยธรรมชาติด้วย
2. ถาม – ทำไมน้ำจึงไม่จำเป็นสำหรับทารก
ตอบ – ความเชื่อผิดๆ ที่สืบทอดลงมา เช่น
* มนุษย์ต้องกินน้ำ ทารกจึงต้องได้รับน้ำสะอาดด้วย
* ดับกระหาย
* ทำให้ไม่งอแง ไม่ติดแม่
* ช่วยให้ถ่ายง่าย ท้องไม่ผูก
ซึ่งจริงๆ แล้ว ทารกต้องการปริมาณน้ำ 80–100 มล.ต่อ 1 กก. ในช่วงอาทิตย์แรกๆ และประมาณ 140–160 มล.ต่อ 1 กก. ในช่วงอายุ 3–6 เดือน ซึ่งหากลูกกินนมแม่ทุกครั้งที่ต้องการ หรือ on demand (กลางวันและกลางคืน) ปริมาณน้ำที่ลูกได้รับจากน้ำนม เป็นปริมาณที่เพียงพอตามที่ร่างกายต้องการแล้ว เพราะ
- 80% ของนมแม่ คือ น้ำ
ในระยะแรก หัวน้ำนมจะเข้มข้นไปด้วยสารอาหารและภูมิคุ้มกัน ปริมาณน้ำจะน้อยแต่น้ำเป็นสิ่งที่ไม่จะเป็นสำหรับเด็กแรกเกิด เพราะร่างกายของเด็กแรกเกิดในปริมาณน้ำสะสมอยู่แล้ว ในระยะวันที่ 3-4 หัวน้ำนมถูกแทนที่ด้วยน้ำนมแม่ ซึ่งจะเป็นแหล่งน้ำของทารกไปจนถึงอายุ 6 เดือน
(ส่วนประกอบของนมแม่ – ไขมัน 3.8%, โปรตีน 0.9%, แล็คโตส 7.0%, อื่นๆ 0.2%, น้ำ 88.1%)
- สารอาหารในน้ำนมแม่ถูกดูดซึมไปใช้ได้เกือบ 100 %
แม้ว่าปริมาณน้ำในนมแม่มีสูงและสสารในนมแม่มีน้อย (แต่พอเหมาะกับความต้องการของลูก) ร่างกายของทารกสามารถดูดซึมสารอาหารในนมแม่ได้เกือบ 100% ปริมาณน้ำที่ได้จากนมแม่จะช่วยในการชะล้างส่วนเกิน ไตของทารกที่ยังพัฒนาไม่เต็มที่จึงไม่ต้องทำงานหนัก
3. ถาม – การให้ทารกกินน้ำก่อนอายุ 6 เดือน มีผลกระทบอย่างไร
ตอบ – เนื่องจากกระเพาะของทารกเล็กมาก การป้อนน้ำกับทารกทำให้น้ำไปแทนที่ของนมในกระเพาะ ทำให้เสี่ยงก่อให้เกิดภาวะขาดอาหารในทารก การเติบโตและพัฒนาการล่าช้า ปริมาณน้ำเพียงเล็กน้อยสามารถทำให้ทารกอิ่มหรือเจริญอาหารน้อยลง และจะได้รับประโยชน์จากนมแม่น้อยลง (การศึกษาพบว่าการให้น้ำในช่วง 6 เดือนแรกทำให้ทารกกินนมได้น้อยลง 11 % การให้ทารกกินน้ำในระยะ 6 เดือนแรกยังเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคท้องเสียที่เกิดจากน้ำหรือภาชนะที่ไม่สะอาดด้วย
ดังนั้นเมื่อใดที่ลูกหิวนมหรือกระหายน้ำ นมแม่จะช่วยดับกระหายพร้อมยังให้สารอาหารอื่นๆ ที่สำคัญต่อทารกในปริมาณที่พอเหมาะอีกด้วย ผลดีอีกข้อสำหรับการกินนมแม่อย่างเดียวคือ ลูกดูดยิ่งบ่อย จะเป็นการกระตุ้นให้ร่างกายแม่ผลิตน้ำนมมากขึ้นด้วย
4. ถาม – ทำไมจึงให้ทารกกินน้ำเมื่ออายุ 6 เดือน
ตอบ – เนื่องจากร่างกายของทารกเริ่มต้องการสารอาหารเพิ่มขึ้นหลังอายุ 6 เดือนไปแล้ว น้ำนม (ไม่ว่าจะเป็นนมแม่หรือนมผง) มีสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโตของทารก ดังนั้นควรให้ทารกเริ่มทานอาหารเสริมหลัง 6 เดือนไปแล้ว โดยอาหารเหล่านี้จะทำให้ทารกต้องการปริมาณน้ำมากขึ้นด้วยสำหรับการกลืนและย่อย อย่างไรก็ตาม การให้น้ำไม่ควรให้มากจนเกินไป เพราะอาจทำให้ปริมาณการกินนมแม่ลดน้อยลง
ข้อมูลจาก : http://www.linkagesproject.org
Exclusive Breastfeeding: The Only Water Source Young Infants Need- Frequently Asked Questions
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( เสาร์, 08 มีนาคม 2008 )
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 37 - 45 จาก 52 |