|
ฟลูออไรด์กับการป้องกันฟันผุ |
|
|
|
เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร
|
|
ศุกร์, 22 กุมภาพันธ์ 2008 |
โรคฟันผุเป็นโรคที่ป้องกันได้ ถ้าสามารถควบคุมและกำจัดสาเหตุโดย
- แปรงฟันให้ถูกวิธี เพื่อกำจัดเศษอาหารและแบคทีเรีย ที่ติดค้างอยู่บนผิวเคลือบฟัน
- จำกัดอาหารที่เป็นวัตถุดิบในการสร้างกรดของแบคทีเรีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาหารจำพวกน้ำตาล
- เสริมสร้างฟันให้แข็งแรงด้วยการใช้ฟลูออไรด์อย่างถูกต้อง
ฟลูออไรด์ทำให้ฟันแข็งแรงและทนต่อการเกิดโรคฟันผุ โดยมีวิธีใช้ได้ 2 ทางคือ
- การรับประทานฟลูออไรด์ ซึ่งฟลูออไรด์จะซึมเข้าสู่กระแสเลือดและถูกนำไปสร้างกระดูกและฟัน โดยรวมตัวกับแคลเซียมและฟอสฟอรัสกลายเป็นสารประกอบฟลูออโรแอปาไทต์อยู่ในตัวฟันทำให้ฟันนั้นทนทานต่อการละลายในกรด และไม่เกิดโรคฟันผุได้ง่าย
- การทาฟลูออไรด์โดยตรงที่ผิวเคลือบฟันโดยทันตแพทย์ หรือการใช้ฟลูออไรด์เฉพาะตำแหน่งในแบบอื่นๆ เช่น การใช้น้ำยาบ้วนปากหรือการใช้ยาสีฟันที่ผสมฟลูออไรด์ วิธีดังกล่าวจะทำให้ฟันไม่ผุโดยฟลูออไรด์ไอออนจะแทรกซึมเข้าไปในผิวเคลือบฟัน และบางส่วนจะรวมกับแร่ธาตุของผิวเคลือบฟันกลายเป็นสารประกอบฟลูออโรแอปาไทต์ฝังตัวอยู่ใน และบริเวณรอบผิวเคลือบฟัน นอกจากฟลูออไรด์ยังช่วยลดการเกาะติดของโปรตีนจากน้ำลายซึ่งเป็นสาเหตุของการเกิดเป็นแผ่นคราบจุลินทรีย์ได้จึงลดความรุนแรงของกรดที่มาทำลายผิวเคลือบได้อีกทางหนึ่ง
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( ศุกร์, 22 กุมภาพันธ์ 2008 )
|
|
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม...
|
|
|
ทีวี.... อันตรายใกล้ตัวลูกน้อย-1 |
|
|
|
เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร
|
|
อังคาร, 19 กุมภาพันธ์ 2008 |
|
ผมได้พบเด็กจำนวนมากซึ่งคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาปรึกษาด้วยเรื่องพูดช้า พัฒนาการทางภาษาช้า ไม่ค่อยทำตามสั่ง บางคนอายุ 2 -3 ขวบ แล้วแต่ยังไม่พูด หรือพูดได้เป็นคำเดี่ยวๆ นานๆ พูดครั้ง ส่วนใหญ่มักพูดเป็นภาษาที่ฟังไม่รู้เรื่อง เมื่อได้วินิจฉัยแยกโรคแล้วว่าไม่ใช่สาเหตุจากการได้ยินผิดปกติ ไม่ใช่เด็กออทิสติก และไม่ได้เกิดจากความบกพร่องทางสติปัญญาแล้ว ประวัติที่สำคัญอีกอันหนึ่งซึ่งมีความสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ให้ลูกดูทีวีมากเกินไปหรือไม่ โดยทั่วไปปัญหาจะ เกิดกับเด็กที่ดูนาน 6-8 ชั่วโมงต่อวัน ไม่ใช่แค่ 1-2 ชั่วโมง และมักไม่ใช่เด็กที่ดูทีวีแบบช่วงสั้น เช่นดู แต่โฆษณาบางอันที่ชอบ แล้วไป เล่น แต่มักเป็นเด็กที่สนใจดูต่อเนื่อง 30 นาที บางครั้งเป็นชั่วโมง ถ้าเป็นวิดีโอซีดีก็สนใจดูจนจบแผ่น อาจดูซ้ำๆ หลายรอบ และมักมี อารมณ์ร่วมกับเนื้อหาที่ดู มีหัวเราะลุก ขึ้นเต้นตาม เด็กบางคน เริ่มสนใจดูทีวีตั้งแต่อายุยังน้อยมากอย่างไม่น่าเชื่อ เช่น อายุเพียง 9 เดือนเท่านั้น และมักดูต่อเนื่องมาเรื่อยๆ และนานขึ้น เรื่อยๆเมื่ออายุมากขึ้น เด็กกลุ่มนี้จัดเป็นกลุ่มที่มีพัฒนาการทางภาษาล่าช้า เนื่องจากจากการ ขาดการกระตุ้น ขาดการมี ปฏิสัมพันธ์กับผู้เลี้ยงดู ทางการแพทย์ใช้คำว่า Improper stimulation หรือ Psychosocial deprivation เดิมเด็กกลุ่มนี้ คือ เด็กที่อยู่ตามสถานสงเคราะห์ พ่อแม่ทิ้ง เจ้าหน้าที่เลี้ยงดู เด็กงานมาก ต้องดูแลเด็กหลายคนจึงไม่มีเวลาเล่นหรือพูดคุยกับเด็ก เด็กมักอยู่คนเดียวตามลำพัง ขาดการกระตุ้นจากผู้ใหญ่ มักพัฒนาการด้านภาษาและสังคมช้า ไม่ค่อยพูด ซึม ไม่ค่อยยิ้ม นั่งโยกตัว เล่นคนเดียว
ตัวอย่างที่ผมได้พบ คือ มีเด็กรายหนึ่งอายุ 2 ปี มาด้วยยังไม่พูด คุณแม่เป็นแม่บ้านเลี้ยงลูกเอง แม่ชอบเปิดโทรทัศน์ให้ดูเกือบตลอดวันเพราะเห็นว่าลูกชอบและนิ่งดี ไม่ซน แม่จะได้มีเวลาทำงานบ้านได้สะดวก คุณแม่ท่านนี้ไม่ได้ตั้งใจจะทำร้ายพัฒนาการลูกทางอ้อม แต่ทำไปเพราะไม่รู้เห็นว่าลูกมีความสุขดี ตัวเองก็จะได้ทำงานบ้านได้สะดวก อีกรายหนึ่ง อายุประมาณ 2 ปี 6 เดือน ดูวิดีโอซีดีรายการของเด็ก เช่น เทเลทับบี้ บาร์นี่ ซึ่งเป็นภาคภาษาอังกฤษ โดยให้ดูตั้งแต่อายุเพียง 1 ขวบเพราะคิดว่าลูกจะได้หัด ฟังและพูดภาษาอังกฤษ แต่ผลกลับตรงกันข้ามคือลูกกลับพูดช้า มีแต่ภาษาแปลกๆ ฟังไม่ค่อยรู้เรื่อง เรียกไม่ค่อยหัน ไม่ทำตามสั่ง
ทีวีแทนคนไม่ได้
เมื่อ 100 กว่าปีก่อน... มนุษย์ยังไม่รู้จักโทรทัศน์ ทางเดียวที่ใช้ติดต่อสื่อสารกันก็คือการพูด ลูกของมนุษย์เรียนรู้การพูดผ่านการมี ปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ แต่ปัจจุบันเด็กเล็กๆ หลายคนเติบโตมาพร้อมกับจอสี่เหลื่ยมที่เหมือนมีคน อยู่ข้างใน พูดคุยได้ หัวเราะได้ ร้องไห้ได้ ยิ่งในปัจจุบันเทคโนโลยก้าวหน้าทำให้มี สื่อหลายรูปแบบมากขึ้น จากรายการโทรทัศน์ธรรมดา ก็มี รายการจากเคเบิลทีวี ซึ่งมีให้ดู ตลอด 24 ชั่วโมง เวลาสี่ทุ่มแล้วก็ยังมีรายการการ์ตูนให้ดู และจากวิดีโอเทปก็พัฒนาเป็นวิดีโอซีดี เปิดปิดได้ง่ายเพียงปลายนิ้วกด เพราะฉะนั้นเด็ก 2-3 ขวบ บางคนอาจกดวิดีโอซีดีดูเองได้ตามต้องการ นอกจากนี้ถ้าใครมีลูกหลานจะเห็นว่าเด็กหลายคน ดูการ์ตูนหรือภาพยนตร์ที่ชอบจากวิดีโอซีดี ซ้ำแล้วซ้ำอีกเป็น 10 ครั้ง โดยไม่เบื่อหน่าย ดูจนจำตอนได้หมดก็ยังดูทั้งหมดนี้ทำให้เกิดปัญหาก็เพราะทีวีนั้นต่างกับคนตรงที่การดูทีวีนั้นเป็นการสื่อสารทางเดียว (One way communication) คือ ไม่ว่าเด็กจะยิ้ม หัวเราะ หรือพยายามสื่อสารทางกายด้วย ทีวีไม่เคยตอบสนองกลับคืนมาเลย มันจะส่งภาพและเสียงออกมาตามสัญญาณโทรทัศน์ที่ได้เท่านั้น ทีวีหรือวิดีโอซีดีจึงแทนความสัมพันธ์กับคนไม่ได้ เด็กที่ดูทีวีตลอดวันจึงเรียนรู้แต่การรับ อย่างเดียว ไม่เรียนรู้การส่ง หรือการสื่อสารออกไป
ทฤษฏีการตัดแต่งกิ่งไม้
งานวิจัยต่างๆ ในปัจจุบันให้เราเข้าใจเหตุปัจจัยที่มีผลต่อสมอง และพัฒนาการมากขึ้น พอที่จะนำมาอธิบายว่าทำไมเด็กที่ทีวีมากๆ จึงมีปัญหาพูดช้า พัฒนาการทางภาษาช้า นั่นคือเรื่องการตัดแต่งกิ่งไม้ (prunning) หรือการสูญหาย ไปของจุดเชื่อมต่อของใยประสาทในสมองกล่าวคือในสมองของคนเราจะมีเซลล์ประสาทสมอง (neurons) และมีใยประสาท (dendrite) จำนวนมากรับกระแสประสาทขาเข้า ซึ่งส่งมาจากส่วนส่งออก (axon) ของเซลล์ประสาทอื่นด้วย เซลล์ประสาทสมองจะมีปฏิกิริยาตอบสนองโดยสั่งการเป็นกระแสไฟฟ้าและสารเคมีไปสื่อสารกับเซลล์อื่น เรื่องน่าแปลกก็คือในเด็กเล็กนั้นธรรมชาติจะกำหนดให้สร้างใยประสาทในสมองเป็น 2 เท่าของจำนวนที่ใช้จริง เซลล์ประสาทที่ใช้ บ่อยๆจะรวมกันเป็นกลุ่ม ทุกอย่างที่เด็กถูกกระตุ้นผ่านประสาทสัมผัสทั้ง 5 เช่น การเห็น การได้ยิน การสัมผัส การกระตุ้นเหล่านี้จะถูกเปลี่ยนเป็นกระแสไฟฟ้าไปยังจุดเชื่อมต่อของใยประสาท (synapse) เพื่อสื่อสารกับเซลล์ประสาทสมองอื่นๆ จุดเชื่อมต่อที่แข็งแรงจะถูกเลือกเก็บไว้ ถ้าไม่ถูกใช้ จุดเชื่อมต่อใยประสาท ที่ไม่ได้สื่อสารกับเซลล์ประสาทสมองอื่นจะหมดสภาพคล้ายการเชื่อมต่อกับเซลล์อื่นในที่สุดจะลีบฝ่อตายไปเหมือนการแต่งกิ่งของต้นไม้ (pruning) คือ อันไหนไม่ใช้ก็ตัดทิ้งไป (use it or lose it) ประมาณกันว่าเด็กจะเสียจุดเชื่อมต่อใยประสาทประมาณ 20 พันล้านต่อวัน การกระตุ้นให้จุดเชื่อมต่อใยประสาท ทำงานอย่างเหมาะสมจะทำให้สมองส่วนนั้นทำงานเต็มที่ ถ้าถูกกระตุ้นให้ใช้ ใยประสาทก็จะแข็งแรงไม่ฝ่อไป แต่ไม่ถูกกระตุ้นใยประสาทของสมองส่วนนั้นอาจฝ่อไป ตัวอย่างการเลือกเก็บใยประสาท ได้แก่การเรียนรู้ทางภาษา สมองของเด็กเปิดรับรู้ภาษาตั้งแต่แรกเกิด ถ้าได้รับการกระตุ้น และเรียนในวัยเด็กเล็กก็จะมีสามารทางภาษาดีกว่าไปเรียนภาษาเมื่อโตแล้ว ดังนั้นจึงอธิบายได้ว่าเด็กที่ดูแต่โทรทัศน์ซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว เกือบตลอดวันนาน 6-8 ชั่วโมงโดยสนใจจดจ่ออยู่แต่จอทีวี ไม่สนใจผู้คนหรือสิ่งรอบข้าง เด็กก็จะขาดเวลาและโอกาสที่จะได้รับการกระตุ้นทางการพูดคุย และไม่มีปฏิสัมพันธ์กับพ่อแม่ เซลล์ประสาทสมองที่เกี่ยวกับพัฒนาการทางภาษาโดยเฉพาะการที่จะมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่นก็จะไม่ได้รับการกระตุ้น เด็กกลุ่มนี้อาจ เรียนรู้ที่จะรับอย่างเดียว ไม่เรียนรู้ที่จะส่งหรือสื่อสารออกไป เพราะทีวีไม่เคยสนใจหรือตอบสนองต่อการส่งหรือสื่อสารของเด็ก เด็กกลุ่มนี้จึงพูดช้า ไม่ค่อยทำตามสั่งกฏและคำเตือนที่เราไม่ค่อยรู้เมื่อโทรทัศน์มีผลกระทบต่อพัฒนาการด้านภาษาและสังคมมากดังได้พูดคุยกันไปแล้ว สมาคมกุมารแพทย์ของประเทศสหรัฐอเมริกาจึงออกกฏและคำเตือนให้ยึดถือและปฏิบัติในเรื่องการให้เด็กดูโทรทัศน์ ดังนี้คือ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ปี ไม่ควรให้ดูโทรทัศน์เลย (ย้ำนะครับว่าไม่ควรให้ดูโทรทัศน์เลย) และเด็กที่อายุเกิน 2 ปีก็ควรดูไม่เกิน 2 ชั่วโมงต่อวัน มีแต่เลข 2 จำง่ายดีครับ ผมคิดว่าเป็นหลักเกณฑ์ที่ดีมาก แต่ในประเทศไทยมีคนพูดถึง หรือให้ความสำคัญน้อยมาก ฝากคุณพ่อคุณแม่ช่วยบอกและเตือนกันต่อๆ ไปด้วยครับมาเล่นกับลูกกันเถอะหลังจากได้ปรึกษาแพทย์แล้ว การช่วยเหลือเด็กกลุ่มนี้ก็คือ การแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปิดทีวีเสีย (บางบ้านต้องเอาทีวีไปเก็บซ่อนไว้เลย เพื่อไม่ให้เด็กเห็น) แล้วลงมาเล่นกับลูกแบบมีปฏิสัมพันธ์ เช่น เล่นจ๊ะเอ๋ ไล่จับ ซ่อนหา หรือนั่งต่อเลโก้ด้วยกัน เล่นอะไรก็ได้ที่มี รอยยิ้ม เสียงหัวเราะ มีการพูดคุยโต้ตอบกันกับลูก (ซึ่งทีวีทำแบบนี้ไม่ได้แน่) การเล่นมีความหมายสำหรับพัฒนาการของเด็กมากครับ ดังนั้นขอเพียงมีเวลาให้ลูกและร่วมกับความรู้ความเข้าใจ เห็นความสำคัญของการกระตุ้นพัฒนาการและสมอง เล่นกับลูกน้อยแทนที่จะให้เขาจม อยู่กับทีวีทั้งวันช่วยเหลือลูกได้แน่นอนครับ หลังจากปิดทีวีและเล่นกับลูกอย่างมีปฏิสัมพันธ์แล้ว เด็กกลุ่มนี้จะเริ่มดีขึ้นเร็ว ภายในเวลา 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือน ซึ่งต่างจากเด็กออทิสติกซึ่งมักต้องใช้เวลานานจึงจะเริ่มดีขึ้น คุณพ่อคุณแม่บางท่านอาจบอกว่าเล่นกับลูกไม่ค่อยเป็น เล่นไม่เก่ง แต่ถ้าคุณพ่อคุณแม่เห็นความสำคัญของการเล่นและอาศัยความรักลูกซึ่งพ่อแม่ทุกคนมีอยู่แล้ว เราฝึกได้ครับ การเล่นกับลูกเป็นทักษะ (Skill) อย่างหนึ่ง พยายามเล่นกับลูกบ่อยๆ ก็จะเก่งขึ้นเองครับ การเล่นกับลูกนั้นนอกจากจะช่วยกระตุ้นพัฒนาการลูกแล้วยังทำให้คุณพ่อคุณแม่รู้จักและเข้าใจในตัวลูกมากขึ้น ลูกก็จะรู้จักและเข้าใจในตัวเรา มากขึ้นเช่นกัน ซึ่งจะเป็นพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการเลี้ยงดูลูกต่อไปที่มา : นพ.กมล แสงทองศรีกมล
จิตเวชเด็ก และวัยรุ่น จาก thaibreastfeeding.com 17 ตค.49
|
|
|
ทีวี.... อันตรายใกล้ตัวลูกน้อย -2 |
|
|
|
เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร
|
|
อังคาร, 19 กุมภาพันธ์ 2008 |
โทรทัศน์ ไม่ส่งเสริมพัฒนาการเด็ก ช่วงเวลา 0 - 6 ขวบ...ถือเป็นช่วงวัยทองของสมองมนุษย์ ต้องการการกระตุ้น จากมนุษย์ด้วยกัน อันหมายถึงพ่อแม่ ผู้เลี้ยงดู จะต้องสื่อสารกับเด็ก...สนับสนุนเด็กให้เรียนรู้ สิ่งรอบข้างตามธรรมชาติ ส่งเสริมพัฒนาการด้วยการเล่น การอ่านหนังสือ การพูดคุย
"ไม่ควรให้เด็กดูโทรทัศน์...อย่าให้สนใจทีวีหรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่มีชีวิต"
ผลวิจัยในต่างประเทศแนะนำว่า...เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบ ไม่ควรดูทีวี...เล่นวีดิโอเกม เด็กวัยนี้เป็นวัยที่พ่อแม่ต้องให้เวลากระตุ้นพัฒนาการและสื่อสารกับเด็ก เกิดผลเสียในแง่...ไม่ประเทืองสมองและปัญญา ระหว่างดูโทรทัศน์ นานๆ ทำให้เด็กติดพฤติกรรม...นั่งและกิน"ยิ่งโตขึ้น...ก็ยิ่งใช้เวลาดูทีวีมากขึ้น นอกจากนี้ เด็กยังใช้เวลาไปกับสื่ออื่นอีก เช่น ท่องอินเตอร์เน็ตกับเรื่องไร้สาระ แชทรูม ดูหนังโป๊..."
งานวิจัยของ พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ เด็กอายุต่ำกว่า 2 ขวบห้ามดูทีวี...ต้องย้ำเตือนให้พ่อแม่...ผู้ปกครอง เลี้ยงลูกด้วยความระมัดระวังมากขึ้น...
พ.ญ.จันทร์เพ็ญ ชูประภาวรรณ บอกอีกว่า ปัญหาวัยรุ่นไทยในวันนี้...อาจนำไปสู่วิกฤติของสังคมไทย ในอนาคต เด็กส่วนมากขาดการกระตุ้นพัฒนาการแบบองค์รวม
ผลกระทบจากโทรทัศน์ต่อเด็ก
มนุษย์นั้นเรียนรู้จากการเลียนแบบ การเลียนแบบเป็นกระบวนการเรียนรู้ขั้นพื้นฐานของมนุษย์ เด็กเรียนรู้ที่จะพูด เดิน กิน และทำตามอย่างพ่อแม่ กระบวนการนี้จะเกิดต่อเนื่องไปจนโต ในทำนองเดียวกัน ภาพที่เด็กเห็นจากโทรทัศน์ ล้วนมีผลให้เด็กซึมซับเป็นแบบอย่างทั้งสิ้น
โทรทัศน์จะมีผลกระทบต่อเด็กมากน้อยเพียงไร ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ได้แก่ จำนวนเวลาที่ดู อายุและพื้นฐานบุคลิกภาพของเด็ก การปล่อยให้เด็กดูคนเดียวหรือดูกับผู้ใหญ่ และพ่อแม่ได้พูดคุยอธิบายถึงสิ่งที่เห็นในโทรทัศน์ให้ลูกเข้าใจหรือไม่
สถานการณ์ผลกระทบในเด็กไทย จากงานวิจัยเอแบคโพลล์ ในปี 2546 เรื่อง " ผลกระทบสื่อโทรทัศน์ต่อเด็ก" พบว่า พ่อแม่ผู้ปกครองสังเกตเห็นว่ารายการโทรทัศน์มีผลต่อพฤติกรรมของเด็กในระดับปานกลางค่อนไปทางมาก ตั้งแต่การซื้อสินค้าตามโฆษณา (เด็กจะใช้เงินซื้อของเล่นและขนมตามโฆษณาประมาณร้อยละ 46.4 ของเงินที่ได้รับ) การเลียนแบบท่าทางในการ์ตูน การเลียนแบบทั้งการแต่งตัว คำพูดก้าวร้าว ใช้คำด่า ชกต่อย ตบตี
นอกจากนี้ พ่อแม่ยังกังวลเรื่อง"เซ็กส์ล้นจอ" ซึ่งมาจากหนังต่างประเทศ ละครก่อน/หลังข่าว การ์ตูนญี่ปุ่น/ฝรั่ง มิวสิควีดีโอเพลง และการแต่งกายของพิธีกร ตามลำดับ ซึ่งพฤติกรรมทางเพศที่มักพบในโทรทัศน์ที่จะส่งผลต่อเด็ก ได้แก่ การแต่งกายหวาบหวิว ค่านิยมทางเพศที่ไม่เหมาะสม เช่น มีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร การแสดงออกทางเพศในที่สาธารณะ ไปจนถึงฉากกอดจูบลูบคลำ ในด้านความรุนแรง พ่อแม่ร้อยละ 18.3 ระบุว่าสื่อโทรทัศน์กระตุ้นความรุนแรงในเด็ก โดยมาจาก หนังต่างประเทศ กีฬารุนแรง เช่น มวยปล้ำ การ์ตูนญี่ปุ่น ละครหลังข่าว และข่าว ตามลำดับ
ข้อมูล : โครงการยุทธศาสตร์สื่อเด็ก มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก(มพด.)จาก thaibreastfeeding.com 3 พค.50
|
|
|
มารู้จักโรคแพ้โปรตีนนมวัว |
|
|
|
เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร
|
|
จันทร์, 18 กุมภาพันธ์ 2008 |
|
เกิดจาก การแพ้โปรตีนนมวัว เพราะเยื่อบุผนังลำไส้ทารกยังไม่เจริญเติบโตดีพอ เมื่อทารกกินนมผสม(นมวัว) โปรตีนจากนมวัว จะถูกดูดซึมเข้าไปพบกับระบบภูมิต้านทานภายในร่างกายทารก ก่อให้เกิดการแพ้ขึ้น
โรคแพ้โปรตีนนมวัว ปัจจุบันพบได้มาก จากรายงานทั่วไปพบได้ถึง ร้อยละ 1.8 -7.5 ของทารก ถ้าคิดประมาณว่า เกิดประมาณ ร้อยละ 3 ของทารก ในแต่ละปีประเทศไทยจะมีทารก เป็นโรคนี้ประมาณ 24,000 คน (เด็กไทยเกิดปีลประมาณ 800,000 )
ให้ทารกกินนมผสม เสี่ยงสูง ต่อการเกิดโรคแพ้โปรตีนนมวัว- ถ้ามีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ในครอบครัว ถ้าได้รับนมผสมจะมีโอกาสเกิดโรคแพ้โปรตีนนมวัว 20% ในขวบปีแรก แต่ถ้าได้รับนมแม่อย่างเดียวมีโอกาสเกิดเพียง 0.5-1.5% - ที่ให้ลูกกินนมแม่ แล้วยังพบโรคนี้ เป็นเพราะ แม่กินนมวัว ทั้งในระหว่างตั้งท้อง และในระหว่างให้นมลูกมากเกินไป
โรคแพ้โปรตีนนมวัว เป็นโรคที่ควรป้องกันไม่ให้เกิดกับ ลูก เนื่องจาก
- วินิจฉัยยาก ต้องมีการทดสอบ ทดลอง หลายครั้ง จึงจะบอกได้- อาการเหมือน เด็กป่วย เป็นโรคทั่วไป ทำให้หลงทางในการให้การวินิจฉัย ได้ เช่น o มีอาการ ผื่นตามใบหน้า แขน ขา ลำตัว โดยอาจเป็นผื่นแดงๆ มีคันร่วมด้วย o มีอาการทางเดินอาหาร เช่น ท้องเสีย ปวดท้อง อาเจียน ถ่ายเหลว ถ่ายมีเลือดปน
o อาการทางเดินหาใจเช่น น้ำมูกไหลไม่หาย คัดจมูก ไอไม่หาย ฯลฯ
- เป็นโรคเรื้อรัง ลูกเสียเวลาเติบโต เวลาป่วยก็อารมณ์ไม่ดี- ค่ารักษาแพงมาก - เด็กที่เป็นโรคแพ้โปรตีนนมวัวในวัยทารก จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคภูมิแพ้ชนิดอื่นในอนาคต
จนลูกอาการหายไปแล้ว ก็อาจไม่รู้ว่าเป็นเพราะโรคแพ้โปรตีน โรคนี้ มีโอกาสหายได้เมื่อลูกโตขึ้น ดังนั้นลูกอาจป่วยเป็นโรคนี้โดยเราไม่รู้ ..ป่วยโดยไม่จำเป็นร้อยละ 50 จะเลิกแพ้นมวัวที่อายุ 1 ปีร้อยละ 70 จะเลิกแพ้นมวัวที่อายุ 2 ปีร้อยละ 85 จะเลิกแพ้นมวัว ที่อายุ 3 ปี
ให้ลูกกินนมแม่ ช่วยป้องกัน โรคแพ้โปรตีนนมวัวเพราะ - ลูกไม่แพ้ โปรตีนในนมแม่ - ในนมแม่มี ภูมิคุ้มกัน ช่วยจับกับสารก่อภูมิแพ้ที่อยู่ในอาหาร ทำให้สารเหล่านั้นไม่ถูกดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย- การกินนมแม่ช่วยลดการติดเชื้อในลำไส้ พบว่าถ้าลูกมีการติดเชื้อ หรือลำไส้อักเสบ จะทำให้รับสารก่อภูมิแพ้ได้ง่ายขึ้น
แม่ไม่ควร ดื่มนมวัว มาก ทั้งในระยะตั้งครรภ์ และระยะให้นมลูก ปัจจุบันมีการโฆษณา ให้แม่ดื่มนมวัวมากๆ โดยมีวิธีโฆษณาที่สื่อว่า ลูกในท้องจะแข็งแรง สมองดี แม่จะได้รับแคลเซียมเพียงพอ พบว่า ถ้าให้แม่ 100 คนดื่มนมวัว แม่ 53-63 คน จะตรวจพบโปรตีนนมวัวในน้ำนมแม่ได้หลังดื่มนม 1-6 ชั่วโมง การดื่มนมวัวมากไป จะเพิ่มโอกาสให้ โปรตีนนมวัวผ่านแม่ไปกระตุ้นให้ลูกเกิดปัญหาการแพ้ได้
** แนะนำ ถ้าแม่ สามารถกินอาหารธรรมชาติ ให้ครบ 5 หมู่อย่างเพียงพอ ก็ทำให้ลูกในท้องแข็งแรง สมองดีได้ และถ้าต้องการแคลเซียมสามารถหาจากแหล่งอื่น เช่นปลาตัวเล็กตัวน้อย ผักใบเขียวเข้ม เต้าหู้ งาดำ เป็นต้น ถ้าชอบดื่มนมวัว ควรดื่มวันละไม่เกิน 2 แก้ว ไม่ใช่ดื่มเป็นลิตรๆ
จาก thaibreastfeeding.com 24 ตค.49
|
|
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( จันทร์, 18 กุมภาพันธ์ 2008 )
|
|
|
หวานใจไม่หวานข้น หวานนมแม่ไม่อันตราย |
|
|
|
เขียนโดย พญ.ปิยาภรณ์ บวรกีรติขจร
|
|
จันทร์, 18 กุมภาพันธ์ 2008 |
รสหวาน หลายคนอาจถือเป็นศัตรูตัวฉกาจ เพราะเป็นจุดเริ่มต้นที่ทำให้เกิดโรคอ้วนแต่ใครเลยจะรู้ว่า เราถูกทำให้ติดอยู่ในรสหวานตั้งแต่แรกเกิดเสียแล้ว เพราะโดยธรรมชาติของมนุษย์นั้น เมื่อเป็นทารกอยู่ในครรภ์มารดา น้ำคร่ำจะมีส่วนผสมของน้ำตาลตามธรรมชาติซึ่งก็คือ ฟลุคโตสและกลูโคส ส่งผลให้ตุ่มรับรสหวานที่ลิ้นถือเป็นตุ่มแรกที่มีการพัฒนาการก่อน ทารกจึงเกิดความคุ้นเคยกับรสหวาน
เมื่อพ้นจากครรภ์มารดาเกิดเป็นเด็ก ความหวานที่เด็กควรจะได้รับเป็นอาหารคือความหวานจากน้ำนมแม่ ไม่ใช่ความหวานจากนมผสม หรืออาหารปรุงแต่งใด ๆ เนื่องจาก นมผสม คือของเทียมที่ทำเลียนแบบนมแม่ สารอาหารทุกอย่างที่เติมเต็มอยู่ในนมผสมทุกอย่างเกิดจากการสังเคราะห์ เพื่อให้มีคุณค่าเทียบเท่านมแม่ เพราะในการผลิตนมและอาหารทดแทนอื่น ๆ ต้องเอาส่วนประกอบของน้ำนมแม่เป็นตัวมาตรฐานที่ต้องพยายามเติมแต่งให้ใกล้เคียงส่วนประกอบของนมแม่มากที่สุด ไม่เช่นนั้น จะไม่ได้รับอนุญาตให้มีการผลิตจำหน่ายได้ แต่ในความเป็นจริงกลับเป็นสิ่งที่ยาก เพราะการปรับเปลี่ยนตามอายุ ความเป็นอาหารที่มีชีวิต มีภูมิต้านทานน้ำตาลที่เติมอยู่ในนมผสมก็เช่นเดียวกัน น้ำตาลดังกล่าวคือน้ำตาลซูโคส ซึ่งเป็นน้ำตาลที่ให้ความหวานมากในต้นทุนราคาถูก ส่งผลให้เด็กติดหวานได้อย่างง่ายดาย และสารซูโคสนี่เองที่เป็นตัวการทำให้เกิดฟันผุ ทว่า ความหวานจากน้ำนมแม่นี้ไม่อันตราย เพราะมีคาร์โบไฮเดรตที่ทำให้เกิดความหวานในน้ำนมแม่ ซึ่งส่วนใหญ่คือสารแล็กโตสที่มีความหวานน้อยมากเมื่อเทียบกับน้ำตาลทรายที่อยู่ในขนมหรือนมผสม สารแล็กโตสมีส่วนช่วยในการพัฒนาสมองร่วมกับสารตัวอื่น ทั้งยังจะผ่านไปที่อุจจาระทำให้มีสภาพเป็นกรด ป้องกันการติดเชื้อในทางเดินอาหาร และน้ำตาลในนมแม่ยังมีคุณสมบัติในการเคลือบป้องกันเยื่อบุลำไส้ ทำให้เชื้อโรคมาเกาะเกิดโรคไม่ได้ แถมกากของน้ำตาลดังกล่าวจะไม่ถูกย่อยในลำไส้เล็ก และเมื่อไปถึงลำไส้ใหญ่จะเป็นอาหารให้แบคทีเรียดีที่คอยปกป้องร่างกายจากเชื้อโรคได้ นอกจากนี้ นมแม่ยังมีสารยับยั้งการเจริญเติบโตของแบคทีเรียที่ทำให้เกิดฟันผุ เพราะฉะนั้น เด็กที่กินนมแม่จึงมีโอกาสที่จะเป็นฟันผุน้อยมาก และนี้ก็ยังเป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เวลาลูกกินนมแม่ ทำไมจึงไม่จำเป็นต้องใช้น้ำล้างปาก ซึ่งต่างจากนมผสม รวมทั้ง น้ำนมแม่ไม่ใช่เพียงแค่ยับยั้งแบคทีเรียอย่างเดียวเท่านั้น แต่ในน้ำนมแม่ยังมีสารยับยั้งเชื้อราในช่องปากอีกด้วย เด็กที่กินนมแม่ยังมีโอกาสอ้วนน้อยกว่าเด็กที่กินนมหวาน ในนมประเภทอื่น ๆ ที่ไม่ใช่น้ำนมแม่นั้น มีสารซูโคสที่เมื่อร่างกายได้รับสารซูโคสเข้าไปมากจะเปลี่ยนเป็นไขมันในตัวสูง ส่งผลให้เด็กอ้วน อีกทั้งนมประเภทอื่น ๆ นั้น จะมีไขมันที่ร่างกายไม่สามารถใช้ได้เต็มที่ เพราะไม่มีน้ำย่อยไขมัน ดังนั้น ไขมันที่มีขนาดโมเลกุลใหญ่จะทำให้เด็กอ้วน ยิ่งไปกว่านั้น เด็กที่กินน้ำนมแม่จะมีน้ำย่อยไขมัน ซึ่งไขมันจะย่อยง่าย ส่งผลให้ร่างกายเอาไขมันไปใช้เต็มที่ การสะสมในร่างกายจึงมีน้อย เนื่องจากน้ำย่อยไขมันในนมแม่จะช่วยให้เด็กถ่ายคล่อง ป้องกันท้องอืด ท้องเฟ้อ อาหารไม่ย่อย และป้องกันเชื้อโรครุกราน ทำให้เด็กเป็นเด็กที่มีสุขภาพสมบูรณ์ ไม่ทำให้เป็นโรคอ้วนได้ง่าย โดยงานวิจัยจาก Havard School of Public Health ประเทศสหรัฐอเมริกา ในปี ค.ศ.2001 (พ.ศ.2544)โดยทำการสำรวจเด็กชายจำนวน 7,155 คน เด็กหญิงจำนวน 8,186 คน ที่มีอายุระหว่าง 9-14 ปี พบว่าเด็กที่กินนมแม่ในระยะเวลา 6 เดือนแรกหลังคลอด สามารถลดโอกาสในการเกิดโรคอ้วนได้ถึง 22% เมื่อเปรียบเทียบกับเด็กที่ได้รับนมผสม นอกจากนั้นแล้วระยะเวลาที่ให้นมแม่ที่นานขึ้นมีโอกาสทำให้การเกิดโรคอ้วนลดลง สาเหตุเด็กที่กินนมแม่มีโอกาสเกิดโรคอ้วนน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสมอาจจะอธิบายได้จากกระบวนการที่สำคัญ 2 ประการ คือประการแรก เด็กที่กินนมแม่จะควบคุมการกินนมได้ด้วยตัวเองในเวลาที่หิว แต่เด็กที่กินนมผสมนั้น แม่เป็นคนจัดโปรแกรมการกินนมให้กับเด็กเองซึ่งอาจจะมากเกินความต้องการของเด็กได้ ประการที่สอง มีการศึกษาพบว่า เด็กที่กินนมแม่มีระดับฮอร์โมนอินซูลินและฮอร์โมนที่ช่วยในการสะสมของไขมันน้อยกว่าเด็กที่กินนมผสม เรียกได้ว่า การให้ลูกได้ดื่มน้ำนมแม่นี้ จะช่วยฝึกให้ลูกได้มีวินัยในการกิน ซึ่งเป็นเกราะป้องกันที่มีส่วนช่วยไม่ให้โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคไต โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไขมันในเส้นเลือดสูง มาแพ้วพานได้ นอกจากรสสัมผัสแห่งความหวานที่ลูก ๆ จะได้รับจากปลายลิ้นแล้ว รสสัมผัสทางกายที่แม่ได้ให้ลูกในระหว่างที่ให้นมนั้น ก็เป็นรสที่หอมหวาน และอบอุ่นกำลังดีเช่นเดียวกัน การโอบกอดสัมผัส และการพูดคุย จากแม่ในทุกครั้งที่กินนมแม่ อย่างน้อยก็วันละ 8-10 ครั้ง ช่วยกระตุ้นจุดเชื่อมต่อในสมอง ซึ่งเป็นพื้นฐานสำคัญของการพัฒนาสมองลูกได้เป็นอย่างดี ทั้งยังช่วยให้สายสัมพันธ์ระหว่างแม่กับลูกแน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ความหวานจากนมแม่ จึงเป็นความหวานที่มาจากใจ มีแต่ให้ เปี่ยมด้วยความรัก ห่วงหาอาทรอย่างบริสุทธิ์ และปราศจากผลเสียหรืออันตรายใดต่อลูกน้อย
จาก thaibreastfeeding.com 11 กย.49
|
|
|
|
<< หน้าแรก < ย้อนกลับ 1 2 3 4 5 6 ถัดไป > สุดท้าย >>
|
| ผลลัพธ์ 46 - 52 จาก 52 |