|
เมื่อลูกแพ้นมวัว ตอนที่ 2 |
|
เขียนโดย Sansmile
|
|
พุธ, 16 เมษายน 2008 |
ลูกแพ้นมวัว
จากบทความตอนที่แล้ว ควรจะคิดถึงภาวะแพ้นมวัวเมื่อลูกมีอาการเรื้อรังทางระบบทางเดินหายใจ ระบบผิวหนัง และระบบทางเดินอาหาร ตั้งแต่ก่อนอายุ 1 ขวบ ในบทความตอนนี้จะขอบอกแนวทางการวินิจฉัยและแนวทางการรักษาที่นิยมปฏิบัติกันมา
เมื่อสงสัยว่าลูกจะแพ้นมวัว หมอมักจะเจาะเลือดหรือทำการทดสอบการแพ้ทางผิวหนัง แล้วมักจะยึดถือผลของการทดสอบนี้ว่า ลูกจะแพ้นมวัวหรือไม่ ซึ่งตามความเป็นจริงมีไม่ถึง 10% ที่บอกได้จากการเจาะเลือดหรือด้วยการทดสอบทางผิวหนัง จึงทำให้ลูกไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าแพ้นมวัว และได้รับการรักษาที่ปลายเหตุ คือรักษาตาม อาการเท่านั้น ทำให้ลูกต้องพึ่งยาตลอดเวลา แต่ถ้ารู้ว่าแพ้นมวัว และเปลี่ยนเป็นนมชนิดอื่นที่ลูกไม่แพ้ ก็จะทำให้ลูกหายขาดได้เลย โดยไม่ต้องรับประทานยาใด ๆ ทั้งสิ้น
นมชนิดอื่นที่ไม่ใช่นมวัวและมีผู้นิยมนำมาใช้รักษาโรคแพ้นมวัว ที่จะกล่าวถึงต่อไปนี้คือนมผงที่ได้ปรุงแต่งเพื่อให้มีสารอาหารครบถ้วนและเหมาะสำหรับทารกที่แพ้นมวัว สามารถแบ่งได้เป็น 2 จำพวก จำพวกแรกคือ นมที่ไม่มีโปรตีนจากนมวัวเลย ซึ่งขณะนี้มีอยู่ 2 กลุ่ม คือ กลุ่มแรกคือ นมจากถั่วเหลือง และนมแพะ ซึ่งมีผู้นำมาใช้รักษาโรคนี้พอสมควร แต่จากการศึกษาพบว่า ลูกมีโอกาสที่จะแพ้นมทั้ง 2 ชนิดได้สูงถึง 30% โดยที่อาการแสดงนั้นอาจจะเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น ไม่เหมือนกับอาการในขณะที่ได้รับนมวัว ยกตัวอย่างเช่น เดิมเคยเป็นผื่นลมพิษ เมื่อได้รับนมวัว แต่เมื่อลูกได้นมถั่วเหลืองหรือนมแพะ อาการแพ้นี้อาจเปลี่ยนเป็น เบื่อนม หรือท้องผูกก็ได้ จึงควรดูว่าเมื่อเปลี่ยนนมไปแล้ว ลูกยังมีอาการแพ้เช่นเดิมหรือมีอาการใหม่เกิดขึ้นหรือไม่ เนื่องจากมีการแพ้ต่อเนื่อง ในทางตำราแพทย์จึงมักไม่แนะนำให้ใช้นมจากถั่วเหลืองหรือนมแพะในการรักษาการแพ้นมวัวของลูก นมกลุ่มที่ 2 ที่มีผู้นำมาใช้รักษาคือ นมที่มีการย่อยโปรตีนนมวัวไปบางส่วน หรือมีการย่อยละเอียด นมที่มีการย่อยโปรตีนบางส่วนนี้จะจำง่ายเพราะจะต่อท้ายชื่อด้วยคำว่า เอชเอ (HA) การที่นม เอชเอ มีการย่อยโปรตีนไปบางส่วน แต่โปรตีนส่วนใหญ่ยังไม่ได้รับการย่อย จึงคงมีโอกาสที่ลูกจะแพ้โปรตีนในนมนี้ได้ ตามตำราแพทย์จึงไม่แนะนำให้ใช้นม เอชเอ มาใช้รักษาโรคแพ้นมวัวของลูก จนถึงขณะนี้มีการแนะนำให้ใช้นมที่มีการย่อยโปรตีนอย่างละเอียดมาใช้รักษาโรคแพ้นมวัวเท่านั้น
แต่เนื่องจากนมที่มีการย่อยโปรตีนอย่างละเอียดนี้ยังมีโมเลกุลของโปรตีนนมวัวที่ยาวจำนวนหนึ่ง ซึ่งสามารถก่อให้เกิดการแพ้ได้ เด็กที่แพ้โปรตีนนมวัวจึงมีโอกาสที่จะแพ้นมชนิดนี้ได้ถึง 10% เมื่อลูกแพ้นมชนิดนี้ จึงเหลือช่องทางสุดท้าย คือ ให้ลูกดื่มนมสังเคราะห์ที่โปรตีนมีแต่เพียงกรดอะมิโนเท่านั้น ซึ่งเด็กเกือบทุกคนที่แพ้นมทุกชนิดมักจะไม่แพ้นมชนิดนี้
มีข้อชวนคิดเกี่ยวกับนมรักษาโรคแพ้นมวัวต่าง ๆ ดังนี้ นมเหล่านี้จะมีราคาแพงกว่านมผงทั่วไป ดังนั้นจึงไม่แนะนำให้ซื้อมารับประทานสำหรับป้องกัน เมื่อลูกยังไม่มีอาการแพ้นมวัว ทั้งนี้ถ้าลูกไม่แพ้นมวัว การได้รับนมวัวจึงมีราคาถูกกว่า และสามารถดูดซึมสารอาหารในนมวัวได้ดีกว่านมทางเลือกเหล่านี้ นอกเหนือจากราคาแล้ว นมทางเลือกเหล่านี้จะมีรสชาติและกลิ่นที่ต่างจากนมวัวมาก โดยเฉพาะนมถั่วเหลืองนั้นจะมีกลิ่นค่อนข้างแรง ถ้าลูกมีอายุ 6 เดือนขึ้นไป แล้วเริ่มเปลี่ยนนมมาเป็นนมจากถั่วเหลือง ลูกอาจจะไม่ยอมรับในรสชาติและกลิ่นได้ และเช่นกันนมวัวที่มีการย่อยโปรตีนไปบางส่วนจะทำให้นมนั้นมีรสเปรี้ยว และขมขึ้นมา ลูกหลังอายุ 6 เดือนอาจจะไม่ยอมรับ เมื่อโปรตีนในนมวัวมีการย่อยให้ละเอียดยิ่งขึ้น รสชาติของ นมก็จะเปรี้ยวและขมมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะ นมที่มีแต่กรดอะมิโนเป็นส่วนประกอบ หลักของโปรตีนจะมีรสชาติเปรี้ยวมาก ซึ่งทารกจำนวนมากจะไม่ยอมดื่มเลย จึงอาจจะพบปัญหานี้เมื่อเปลี่ยนนมให้ลูกหลังอายุ 6 เดือน
เมื่อลูกแพ้โปรตีนในนมวัว มักจะแพ้โปรตีนในอาหารบางชนิด โดยขอให้หลีกเลี่ยงอาหารอื่น ๆ ที่ลูกมีโอกาสจะแพ้ได้สูง คือ ถั่ว ไข่ อาหารทะเล และแป้งสาลี ดังนั้นเมื่อลูกได้รับการวินิจฉัยเป็นที่แน่นอนแล้ว ว่าแพ้นมวัว ครั้นเมื่อถึงคราวจะให้อาหารเสริม จึงควรหลีกเลี่ยง ถั่วที่มีเปลือกทุก ชนิด เช่น ถั่วลิสง ถั่วเหลือง หรือถั่วเขียว การหลีกเลี่ยงไข่ ก็ควรหลีกเลี่ยงทั้งไข่แดงและไข่ขาวของสัตว์ทุกชนิดไม่ว่าจะเป็นไข่ไก่ ไข่เป็ดหรือไข่นกกระทา ควรหลีกเลี่ยงอาหารทะเลทุกชนิด คือ กุ้ง หอย ปู ปลา โดยการหลักเลี่ยงนั้น ควรรอจนลูกอายุ 2 ขวบ จึงค่อยลองให้ลูกรับประทานอาหารเหล่านี้ทีละอย่าง
การลองทดสอบว่าลูกจะแพ้อาหารเหล่านี้หรือไม่นั้น ควรลองทีละอย่าง ถ้าไม่เคยแพ้มาก่อน จะลองให้ปลาหรือไข่ก่อนก็ได้ โดยควรทานอาหารเหล่านี้ทีละอย่าง แต่เพียงน้อย ๆ ในครั้งแรก แล้วรอดูอาการตลอด 2 สัปดาห์ ถ้าไม่แสดงอาการว่าแพ้ก็สามารถให้มากขึ้นได้ใน 2 สัปดาห์ต่อมา เมื่อครบ 4 สัปดาห์จึงเริ่มทดสอบอาหารชนิดที่สอง โดยมีหลักเกณฑ์ว่าจะใช้เวลาในการทดสอบอาหารแต่ละชนิด 4 สัปดาห์ ถ้าหากทดสอบว่า แพ้อาหารชนิดใดก็ควรงดอาหารชนิดนั้นไปอย่างน้อย 6 เดือน จึงค่อยทดสอบการแพ้ในครั้งต่อไป
สำหรับการทดสอบว่า ลูกหายจากการแพ้นมวัวหรือไม่นั้น ควรทดสอบภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด อาจจะทำที่บริเวณผู้ป่วยนอกหรือทำเป็นผู้ป่วยใน โดยแพทย์ควรเตรียมความพร้อมในกรณีที่ลูกอาจจะมีปฏิกิริยาแพ้ต่อนมวัวอย่างรุนแรง จะได้แก้ไขได้ทัน และเช่นกัน ถ้าภายใน 2 ชั่วโมงหลังจากลูกได้ดื่มนมวัวแล้วไม่เกิดอาการใด ๆ ก็ควรสังเกตอาการต่อไปอีก 2 สัปดาห์ โดยระหว่างนี้ลูกไม่ดื่มนมวัวอีก ถ้าลูกไม่มีอาการแพ้ใด ๆ เกิดขึ้น ก็ควรให้ลูกดื่มนมวัวทุกวัน แล้วสังเกตอาการต่อไปอีก 2 สัปดาห์ ถ้าลูกไม่มีอาการใด ๆ เลย ก็แสดงว่าลูกหายจากการแพ้โปรตีนในนมวัวแล้ว
โรคแพ้โปรตีนในนมวัว รวมทั้งแพ้ อาหารต่าง ๆ ของลูกนั้น เป็นโรคพิเศษที่เกิดขึ้นแก่ลูกก่อนอายุ 1 ขวบ และลูกจะหายจากการแพ้โปรตีนในอาหารที่กล่าวมาข้างต้นได้เกือบหมด เมื่อลูกมีอายุ 2 ขวบ มีเด็กบางคนเท่านั้นที่อาจจะหายช้ากว่าคนอื่น จึงควรให้แพทย์เป็นผู้ประเมินว่า ลูกหายขาดจากการแพ้นมวัวหรือแพ้อาหารแล้วหรือยัง ถ้ายังแพ้อยู่ก็ไม่ควรให้รับประทานอาหารนั้น ๆ เพราะถ้าฝืนให้ต่อไป จะทำให้ลูกเป็นโรคภูมิแพ้เรื้อรังและมีผลกระทบต่อสุขภาพโดยรวมได้
ที่มา : คอลัมน์ Good Food for Health, เดลินิวส์ ฉบับวันที่ 12 เม.ย. 2551
|