|
ร่างกายต้องการแคลเซียมตั้งแต่แรกเกิดจนกระทั่งตาย เพราะแคลเซียมเป็นแร่ธาตุที่สำคัญต่อกระดูกและฟัน ช่วยการทำงานของกล้ามเนื้อ การแข็งตัวของเกล็ดเลือด และการทำงานของเซลล์ประสาทและสมอง หากรับประทานแคลเซียมไม่เพียงพอร่างกายจะดึงแคลเซียมจากกระดูกมาใช้ ทำให้กระดูกบางตัวลง นานเข้าอาจเป็นโรคกระดูกพรุนเสี่ยงต่อการแตกหักได้โดยเฉพาะที่กระดูกสันหลัง สะโพก และข้อมือ โรคนี้พบบ่อยในผู้สูงอายุหรือสตรีวัยหมดประจำเดือน การลดความเสี่ยงคือต้องพยายามเสริมแคลเซียมในอาหารให้สูงเพียงพอตั้งแต่วัยหนุ่มสาว เพื่อให้ร่างกายเก็บสะสมแคลเซียมไว้ในกระดูกมากที่สุด เนื่องจากหลังอายุ 40 ปี ร่างกายจะเริ่มสลายแคลเซียมมากกว่าสะสม
ปริมาณแคลเซียมที่ร่างกายต้องการในแต่ละวันในแต่ละวัยแตกต่างกัน
-ทารก 400-600 มิลลิกรัม/วัน
-เด็ก 800 มิลลิกรัม/วัน
-วัยรุ่น 1,200 มิลลิกรัม/วัน
-ผู้ใหญ่ 800 มิลลิกรัม/วัน
-หญิงมีครรภ์และหญิงให้นมบุตร 1,200 มิลลิกรัม/วัน
-วัยหมดประจำเดือนและได้รับฮอร์โมนเอสโตรเจนเสริม 1,000 มิลลิกรัม/วัน
-วัยหมดประจำเดือนที่ไม่ได้รับฮอร์โมนเสริม 1,500 มิลลิกรัม/วัน
นักวิจัยต่างเห็นพ้องต้องกันว่าโภชนาการที่ดีสามารถป้องกันโรคกระดูกพรุนได้ถึง 50% แล้วอาหารอะไรบ้างที่มีแคลเซียม แหล่งแคลเซียมที่สำคัญ ได้แก่ นมและผลิตภัณฑ์จากนม นอกจากนี้ยังพบแคลเซียมในผักใบเขียว ปลาที่กินได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาซิว ปลาไส้ตัน ปลาแก้ว กุ้งฝอย และยังมีในเต้าหู้ งา ถั่วเมล็ดแห้ง
การ ปรับ life style เพื่อป้องกันกระดูกพรุน
1.ควรสร้างนิสัยการดื่มนมอย่างสม่ำเสมอเพื่อช่วยปรับชนิดของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ซึ่งเกิดความบกพร่องของการย่อยน้ำตาลแลกโตสในนมได้ ในกรณีที่ไม่สามารถดื่มนมได้อาจรับประทานผลิตภัณฑ์นมดัดแปลงซึ่งน้ำตาลแลกโตสบางส่วนถูกย่อยแล้วหรือมีน้ำตาลแลกโตสในปริมาณต่ำ เช่น โยเกิร์ต นมเปรี้ยว เนยแข็งฯ เพราะไม่ว่าจะรับประทานอาหารชนิดใดก็ไม่อาจทดแทนแคลเซียมคุณภาพชั้นเยี่ยมในนมได้
2.สำหรับคนที่ไม่ชอบดื่มนมอาจดัดแปลงวิธีการปรุงอาหาร เช่น ใช้นมพร่องมันเนยแทนกะทิในแกงหรือขนมหวาน ใช้นมในซุปข้นหรือครีมซุป ไข่ตุ๋นใส่นม ใช้นมแทนครีมเทียมในกาแฟ กินนมอัดเม็ดแทนลูกอม
วิธีเพิ่มแคลเซียมให้กับร่างกายได้อย่างง่ายๆดังนี้
-ดื่มนมหรือนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียมให้ได้ 2-3 กล่องต่อวัน
-ลองดื่มนมแพะ เพราะนมแพะมีแคลเซียมสูงกว่านมวัวนิดหน่อยในปริมาณเท่ากัน
-ปั่นนมหรือโยเกิร์ตกับผลไม้ที่ชอบเป็นสมูตตี้
-โรยงาดำหรือกุ้งแห้งบนข้าวหรือข้าวต้มข้าวกล้อง
-เลือกปลาที่รับประทานได้ทั้งกระดูก เช่น ปลาซิว ปลาซาร์ดีน ปลาต้มเค็ม เป็นต้น
-ใช้ปลาป่นในการประกอบอาหารพวกน้ำพริก ขนมจีนน้ำยา หลนเต้าเจี้ยว แกงเลียง ยำปลาป่นฯ
-นำเต้าหู้มาประกอบอาหารแทนเนื้อสัตว์บ้าง โดยเฉพาะเต้าหู้ที่แพ็กในน้ำ เต้าหู้อ่อนจะมีแคลเซียมสูงกว่าเต้าหู้แผ่นแห้งๆ
-รับประทานผักใบเขียว เช่น บรอกโคลี กวางตุ้ง ผักบุ้ง ตำลึง หรือน้ำผลไม้ที่เสริมแคลเซียมเป็นประจำ
อาหารที่ให้ปริมาณแคลเซียมเท่ากับปริมาณแคลเซียมในนม 1 กล่อง 200 ซี.ซี. (แคลเซียม 300 มิลลิกรัม) ได้แก่
-นมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม 1 กล่อง (250 ซี.ซี.)
-โยเกิร์ตรสธรรมชาติ 1 ถ้วยตวง
-ชีส 1 1/2 ออนซ์
-บรอคโคลีสุก 1 1/2-2 ถ้วยตวง
-ผักกวางตุ้งหรือคะน้า 2 ถ้วยตวง
-ผักโขม 3 ถ้วยตวง
-ส้ม 5 ผลกลาง
-ปลาแซลมอนกระป๋อง (ทั้งกระดูก) 1/2 ถ้วยตวง
-ปลาซาร์ดีนกระป๋อง 5 ตัวกลาง (75กรัม)
-ปลาเล็กปลาน้อย 2 ช้อนโต๊ะ
-เต้าหู้อ่อน 240 กรัม
-เต้าหู้แพ็กในน้ำทำจากเกลือแคลเซียม 1/2 ถ้วยตวง
-เมล็ดอัลมอนด์ 30 กรัม (25-30 เมล็ด)
-ถั่วแระต้ม 1 1/2 ขีด 150 กรัม
-เทมเป้หรือถั่วเน่า 1 ถ้วยตวง
อย่าลืมวิตามินดีซึ่งเป็นวิตามินที่ช่วยในการดูดซึมของแคลเซียม ปรกติร่างกายเราไม่สามารถสร้างวิตามินดีจากแสงแดดอยู่แล้ว แต่เมื่ออายุมากขึ้นความสามารถในการสร้างวิตามินดีจากแสงแดดลดลง จึงจำเป็นต้องเลือกกินจากอาหารหรือจากการเสริม โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป อาหารที่มีวิตามินดีสูง ได้แก่ นมเติมวิตามินดี ซีเรียล ตับ และปลา
3.สำหรับคนที่ไม่สามารถดื่มนมหรืออาหารที่มีแคลเซียมได้เพียงพอ หรือผู้ป่วยที่ต้องได้รับแคลเซียมปริมาณมาก อาจมีความจำเป็นที่จะต้องได้รับแคลเซียมเสริม
ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมที่มีจำหน่ายในท้องตลาดมีรูปแบบทั้งเป็นเม็ด เม็ดฟู่ละลายน้ำดื่มหรือแคปซูล ซึ่งอยู่ในรูปของเกลือแคลเซียมแบบต่างๆ ได้แก่ แคลเซียมคาร์บอเนต (มีแคลเซียมร้อยละ 40) แคลเซียมกลูโคเนต (มีแคลเซียมร้อยละ 9) แคลเซียมซิเตรต (มีแคลเซียมร้อยละ 21) แคลเซียมฟอสเฟต (มีแคลเซียมร้อยละ 38) ดังนั้น การเลือกใช้ผลิตภัณฑ์เสริมแคลเซียมจึงต้องพิจารณาปริมาณเกลือแคลเซียมว่าเป็นเกลือรูปแบบใดด้วย
นอกจากนี้ควรหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้ลดการดูดซึมแคลเซียมจากอาหาร ได้แก่ สารออกซาเลทในผักบางชนิด เช่น ผักโขม และหลีกเลี่ยงปัจจัยที่ทำให้เพิ่มอัตราการสูญเสียกระดูกมากขึ้น ได้แก่ การรับประทานอาหารที่มีโปรตีนและโซเดียมสูงหรืออาหารรสเค็มจัด เช่น อาหารกระป๋อง/อาหารสำเร็จรูป ดื่มชา กาแฟ และเครื่องดื่มที่มีกาเฟอีนสูง (มากกว่า 2-3แก้วต่อวัน) ดื่มแอลกอฮอล์ การสูบบุหรี่ ขาดการสัมผัสกับแสงแดดในตอนเช้าหรือรับวิตามินดีจากอาหารน้อยไป หรือผู้ที่ได้รับยาสเตียรอยด์เป็นเวลานาน (เช่น เป็นโรคหอบหืด โรคไขข้ออักเสบ เป็นต้น) ซึ่งจะต้องได้รับการพิจารณาเสริมแคลเซียม
คอลัมน์: อาหารและยา: ใครก็ขาดแคลเซียมไม่ได้
Source - โลกวันนี้ -12 ธ.ค.50
|