หนังสือเหล่านี้ตัดทอนชีวิตให้แลดูง่ายแยกชีวิตออกเป็นหมวดหมู่ มีขั้นตอนที่เห็นได้ชัดเจน มีคำอธิบายที่มีเหตุมีผลอย่างเถียงไม่ได้ และที่สำคัญ บทสุดท้ายของหนังสือจำพวกนี้มีแต่คำว่าความสำเร็จเท่านั้น ผู้เขียนเชื่อว่าที่หนังสือเหล่านี้ขายดีเทน้ำเทท่า ไม่ใช่เพราะมันทำให้ชีวิตเราสมบูรณ์แบบขึ้นอย่างที่เขาโฆษณา แต่เพราะหนังสือเหล่านี้ "ขาย" ภาพฝันแสนหวานของชีวิตที่ใครต่อใครหลายคนอยากมี ชีวิตที่มีขั้นตอนชัดเจน มีสูตรสำเร็จตายตัว และเป็นชีวิตที่ประสบความสำเร็จอย่างสวยงาม
เมื่อผู้เขียนค่อยๆ กลับมาคลี่ดูใจที่ร้อนรุ่มด้วยความกังวล จึงได้พบว่าผู้เขียนได้วาดภาพฝันของการเลี้ยงลูกด้วยความคาดหวังก้อนมหึมา ภาพฝันที่จะเห็นลูกนอนหลับทำตาพริ้มวันละ 18 ชั่วโมง(เหมือนที่ในหนังสือเขาบอก)ภาพลูกซบลงบนอกแม่อย่างสงบนิ่งเหมือนในนมแม่ ภาพลูกตื่นมากินนมทุกๆ 2 ชั่วโมง ตามที่พยาบาลและใครต่อใครบอก และภาพฝันอีกต่างๆ นานา ที่ท่วมทะลักออกมาจากความคาดหวังของคนเป็นแม่ ข้อมูลและทฤษฎีต่างๆ ที่ไปเที่ยวควานหามาถูกหยิบยกมาอธิบายและทดลองใช้ เพื่อให้ลูกเป็นเด็กเลี้ยงง่ายตามที่แม่ได้คาดหวังไว้โดยไม่รู้ตัว
แต่ความเป็นจริงที่อยู่ตรง คือ ลูกตื่นตาแป๋วตั้งแต่เช้ายันเย็น ลูกโยเยอาละวาดเวลากินนมแล้วไม่ได้ดั่งใจ ลูกตื่นมาทุกๆ ครึ่งชั่วโมงเพราะกินไปอาละวาดไปมันก็กินไม่อิ่มในสายตาของเรา ลูกได้กลายเป็นเด็กเลี้ยงยากไปทันที เพียงเพราะเราพยายามยัดเขาเข้าไปในกรอบที่ตีล้อมด้วยความคาดหวังที่จะให้ลูกเป็นในสิ่งที่เขาไม่ได้เป็น
ความคาดหวังที่จะเห็นภาพฝันสมบูรณ์แบบเป็นเหมือนกำแพงบดบังไม่ให้เรามองเห็นความจริงที่แสดงอยู่ตรงหน้า ร้ายกว่านั้นมันยังได้บดบัง "ศรัทธาในความเป็นแม่" ที่จะพาเราเผชิญปัญหาอย่างสุขุมและเท่าทันดังนั้นเมื่อเจอปัญหา แทนที่เราจะย้อนมาถามใจเราเองว่าต้องทำอย่างไร เรากลับเลือกที่จะเปิดหนังสือ หาข้อมูล ทิ้งใจของเราเอาไว้ในมุมมืดและอาศัยสมองคนอื่นมาแก้ปัญหาให้แทน
ในหลายๆ ครั้งที่ความเป็นจริงเข้ามาทำลายภาพฝันที่วาดไว้ เช่น ลูกร้องโยเยทั้งๆที่กินนมอิ่มแล้ว ผู้เขียนมักได้ยินตัวเองเผลอพูดออกมาเสมอว่า "ปกติเขาจะไม่เป็นอย่างนี้" ทั้งๆ ที่มันไม่มีคำว่า "ปกติ" สำหรับเด็กแรกเกิดเลย ทุกวันคือวันใหม่ของเขา ทุกนาทีคือเวลาของการเรียนรู้และการเปลี่ยนแปลง สิ่งที่ผู้เขียนพบว่าสามารถทำได้ดีที่สุด คือ อยู่กับเขาในปัจจุบัน และให้ความรักกับเขาโดยไม่มีเงื่อนไขใดๆ และในเสี้ยววินาทีนั้น ผู้เขียนก็ได้พบว่า เราก็สามารถเป็นแม่ที่ดีได้ด้วยตัวของเราเองว่าจะคิดได้อย่างนี้ก็เหนื่อยกันไปหลายยก
มีคนเคยเปรียบเทียบการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ว่าเหมือนกับการเต้นรำ เพราะคนทั้งคู่ต้องเรียนรู้จังหวะ นิสัย และลีลาของกันและกันจึงจะสามารถสร้างการเต้นที่สวยสง่าในแบบฉบับของตนเองได้ หากเต้นกันตามทฤษฎีเพียงอย่างเดียว อาจจะถูกต้องตามหลักการร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่จะเป็นการเต้นรำที่ขาดจิตวิญญาณ ไร้เสน่ห์ที่ชวนให้หลงใหล
เช่นเดียวกัน การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ก็ต้องอาศัยการสานสัมพันธ์ระหว่างแม่และลูก ในขณะที่ลูกต้องปรับตัวครั้งยิ่งใหญ่เพื่อเผชิญกับสภาพแวดล้อมภายนอกท้องแม่ ต้องเรียนรู้ที่จะหายใจ กิน และขับถ่ายด้วยตัวเอง แม่ก็ต้องปรับร่างกายเพื่อหล่อเลี้ยงให้ชีวิตน้อยๆ ในอ้อมอกของแม่เติบโตอย่างอบอุ่น และที่สำคัญที่สุด คือ แม่ต้องเรียนรู้ที่จะ "ปรับมุมมอง" แบบ 360 องศา ไม่เพียงเพื่อให้มองเห็นลูกอย่างที่เขาเป็นจริงๆ แต่เพื่อให้มองเห็น "ความเป็นแม่"ในใจของตัวเองด้วย
หนึ่งเดือนผ่านไปแล้ว ความรู้ "มือหนึ่ง" เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกของผู้เขียนมีแค่เพียงหางอึ่ง ลูกยังไม่ใช่เด็กสมบูรณ์แบบอย่างในหนังโฆษณา หรือมีพัฒนาการตรงตามคู่มือเลี้ยงลูกและหลายครั้งที่คู่เต้นรำคู่นี้ต้องกลังไปเริ่มต้นเรียนรู้จังหวะกันใหม่ ท่าเต้นของเราอาจไม่สวยงามนัก และยังมีอีกหลายท่วงทำนองที่เรายังต้องเผชิญ แต่คุณแม่คนนี้กลับมีความมั่นใจมากขึ้น ไม่ใช่เพราะรู้ว่าต้องทำอะไรอย่างไร เมื่อไหร่ เท่าไหร่ แต่หากเพราะมี "ศรัทธา" ในความเป็นแม่ที่อยู่ในใจของตัวเอง
เด็กเลี้ยงง่ายจึงไม่มีขายเหมือนภาพฝันสมบูรณ์แบบในหนังสือหรือโฆษณา แต่สามารถสร้างได้ด้วยใจของพ่อแม่เอง