|
บรรณาธิการ : ศิราภรณ์ สวัสดิวร, อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ เมื่อปี 2547 ศูนย์นมแม่ฯ ร่วมกับสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำหนังสือ "ถาม-ตอบ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่" 3 ชุด 3 ตอน ... ก่อนคลอด...เมื่ออยู่โรงพยาบาล...เมื่อกลับบ้าน ชุดนี้เป็นชุดที่ 3 ตอนที่ 2
ถาม : ในระยะให้นมลูก คุณแม่ควรกินอาหารเพิ่มขึ้นอีกเท่าไรจึงจะเหมาะสม ตอบ : ในระยะให้นมลูก คุณแม่ควรได้รับพลังงานจากอาหารเพิ่มขึ้นจากปกติวันละประมาณ 500 กิโลแคลอรี และได้โปรตีนเพิ่มขึ้นประมาณวันละ 15 กรัม อาหารที่คุณแม่ได้รับในช่วงให้นมลูกควรมีครบทุกหมู่ ให้มีความหลากหลายและพอเพียง อาหารที่กินควรประกอบด้วยข้าวหรือข้าวกล้อง เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ปลาทะเล ตับ ไข่ ผักและผลไม้ ใช้น้ำมันพืชปรุงอาหารพอประมาณ ชนิดของน้ำมันที่ใช้ ควรเป็นน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันรำข้าว โดยใช้สลับกัน เพื่อให้ได้ไขมันคุณภาพดี ดื่มนมวันละ 1-2 แก้ว ตัวอย่างอาหารที่ควรเพิ่มสำหรับคุณแม่ที่ให้นมลูกในแต่ละวันอาจเป็นดังนี้ ตัวอย่างที่ 1 : นม 1 แก้ว ข้าวสวย 2 ทัพพี เนื้อสัตว์สุก 1 ช้อนโต๊ะ และผลไม้ 1 ส่วน ตัวอย่างที่ 2 : นม 1 แก้ว ก๋วยเตี๋ยวน้ำ 1 ชาม คุณแม่ควรกินอาหารที่สะอาด หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารที่มีรสจัด ควรดื่มน้ำให้พอเพียงตามความต้องการ _______________________________________________________________________________ ถาม : ถ้าครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ควรให้ลูกกินนมอย่างไร ตอบ : ทารกที่มีกรรมพันธุ์ เช่น มีพ่อแม่เป็นโรคภูมิแพ้ ยิ่งควรต้องให้ลูกได้กินนมแม่ เพราะลูกจะได้นมที่จำเพาะต่อลูกคน ลดโอกาสแพ้ มีการศึกษาจำนวนมากที่แสดงให้เห็นว่า ทารกที่กินนมแม่มีโอกาสเป็นโรคกลุ่มภูมิแพ้ เช่น ภูมิแพ้ที่ผิวหนัง ภูมิแพ้ในทางเดินหายใจ น้อยกว่าทารกที่ได้รับนมผสม ในกรณีครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ ถ้าคุณแม่คลอดลูกแล้ว ลูกกินนมแม่โดยไม่มีปัญหาอะไร คุณแม่ก็ไม่จำเป็นต้องปฏิบัติตัวอะไรเป็นพิเศษ แต่ถ้าลูกกินนมแม่แล้วยังมีอาการเหมือนการแพ้ เช่น ผื่นแพ้ ท้องเสีย จาม หอบ ไอ เป็นต้น ปรึกษาแพทย์แล้วสงสัยว่า เป็นอาการแพ้โปรตีนนมวัว แบบนี้ในระยะที่แม่ให้นมลูก แม่ควรงดนมวัว หรืออาหารที่แพ้ง่ายอื่น ๆ เช่น อาหารทะเล เพราะพบว่าโปรตีนในนมวัวหรือโปรตีนแปลกปลอมจากอาหารอื่นสามารถผ่านทางน้ำนมแม่ไปสู่ทารกได้ _______________________________________________________________________________ ถาม : การให้อาหารเสริมตามวัยแก่ลูกที่ครอบครัวมีประวัติเป็นโรคภูมิแพ้ มีข้อควรระวังอย่างไร ตอบ : ระยะ 6 เดือนแรก ควรให้ลูกกินนมแม่อย่างเดียว และเริ่มให้อาหารเสริมครั้งแรกเมื่ออายุ 6 เดือน โดยเลือกอาหารชนิดที่มีโอกาสแพ้ได้น้อย เช่น ข้าว เนื้อไก่ หมู ผักและผลไม้ ถ้าจะให้ไข่ให้เฉพาะไข่แดงก่อน สำหรับอาหารที่แพ้ง่าย เช่น นมวัว ไข่ขาว อาหารทะเล ควรเริ่มให้เมื่อลูกอายุมากกว่า 1 ปีขึ้นไป การสังเกตว่าลูกมีอาการผิดปกติ อาการแพ้ หลังกินอาหารชนิดใด จะช่วยให้คุณแม่เลือกอาหารให้ลูกกินได้อย่างปลอดภัย อาการผิดปกติที่อาจเกิดจากการแพ้อาหาร เช่น เมื่อกินอาหารนั้นๆ แล้ว มีอาการอุจจาระมีมูกหรือปนเลือด ผิวหนังเป็นผื่นคัน หรือลมพิษ คัดจมูก จาม หอบ ไอ ร้องกวนมากผิดปกติ เป็นต้น การวินิจฉัยว่าเป็นการแพ้อาหารจริง บางครั้งก็ค่อนข้างยาก ควรปรึกษาแพทย์ _______________________________________________________________________________ ถาม : ในน้ำนมแม่มีวิตามินดีต่ำ ลูกจะขาดวิตามินดีหรือไม่ ในระยะที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว ตอบ : แม้ว่านมแม่จะมีวิตามินดีค่อนข้างต่ำ แต่ลูกจะไม่มีปัญหาขาดวิตามินดี หรือเป็นโรคกระดูกอ่อน เพราะแหล่งสำคัญของวิตามินดีมาจากผิวหนังของร่างกายที่สามารถสังเคราะห์เมื่อถูกแสงแดด พบว่า การที่ลูกได้รับแสงแดดประจำ วันละอย่างน้อย 5-15 นาที ลูกจะได้รับวิตามินดีเพียงพอ โดยไม่จำเป็นต้องให้เสริมวิตามินดี ยกเว้นในกรณีที่เด็กไม่ได้รับแสงแดดเลยหรือเป็นโรคบางชนิด ในกรณีเหล่านี้ควรปรึกษาแพทย์ _______________________________________________________________________________ ถาม : หลังคลอดหาซื้อยาคุมกำเนิดชนิดเม็ดตามท้องตลาดกินได้หรือไม่ และจะมีผลต่อน้ำนมไหม ตอบ : ยาเม็ดคุมกำเนิดที่มีขายในท้องตลาด มีฮอร์โมนเอสโตรเจน และโปรเจสตินเป็นส่วนประกอบ ชนิดที่เหมาะสำหรับคุณแม่ที่เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ คือ ยาคุมชนิดที่มีโปรเจสติน อย่างเดียว ดังนั้น คุณแม่ควรแจ้งให้เภสัชกรทราบว่ากำลังเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เมื่อลูกอายุเกิน 6 เดือนแล้ว และเริ่มได้อาหารอื่น อาจใช้ยาคุมกำเนิดที่มีเอสโตรเจนผสมอยู่ด้วยได้ แต่ก็ถือเป็นตัวเลือกรองลงมา อย่างไรก็ตาม แม้จะเป็นยาเม็ดคุมกำเนิดชนิดที่เหมาะสมแล้วก็ตาม คุณแม่ก็ควรจะสังเกตดูว่าน้ำนมลดลงหรือไม่ ถ้ามีปัญหาควรเปลี่ยนวิธีการคุมกำเนิด เช่น ใส่ห่วงอนามัย _______________________________________________________________________________ ถาม : การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ มีส่วนช่วยให้น้ำหนักของคุณแม่ลดลงไปเท่ากับตอนก่อนตั้งครรภ์จริงหรือไม่ ตอบ : ในระยะหลังคลอด ไขมันที่สะสมเพิ่มขึ้นในระหว่างตั้งครรภ์จะยังคงเหลืออยู่ในร่างกายของคุณแม่ ไขมันเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ผลิตน้ำนมแม่ ดังนั้น ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และคุณแม่มีน้ำหนักขึ้นตอนตั้งครรภ์ตามปกติ น้ำหนักของคุณแม่จะสามารถลดลงมาใกล้เคียงกับน้ำหนักก่อนตั้งครรภ์ได้ภายใน 6 เดือน โดยที่คุณแม่ต้องกินอาหารอย่างเหมาะสมในระยะหลังคลอด _______________________________________________________________________________ ถาม : การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะทำให้คุณแม่ต้องการแคลเซียมจากอาหารมากกว่าเดิมหรือไม่ ตอบ : ความต้องการแคลเซียมจากอาหารของคุณแม่ในระยะให้นมลูก และระยะตั้งครรภ์ใกล้เคียงกัน คือวันละประมาณ 800 มิลลิกรัม ตัวอย่างอาหารที่ให้แคลเซียมมากกว่า 200 มิลลิกรัมต่อการบริโภค 1 ครั้ง คือ นม 1 กล่อง (200 มล.) หรือโยเกิร์ต 1 ถ้วย (150 กรัม) หรือปลาแก้วแห้งทอด 2 ช้อนโต๊ะ เป็นต้น ตัวอย่างอาหารที่ให้แคลเซียมระหว่าง 100-200 มิลลิกรัมต่อการบริโภค 1 ครั้ง คือ ปลาลิ้นหมาแห้งทอด 2 ช้อนโต๊ะ หรือเต้าหู้ขาวอ่อน 1/3 ถ้วยตวง (60 กรัม) หรือผักคะน้าผัด 3/4 ถ้วยตวง หรือผักกาดเขียวต้ม 1/2 ถ้วยตวง เป็นต้น ในระยะเหล่านี้ร่างกายของคุณแม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารเพิ่มขึ้น รวมทั้งสูญเสียแคลเซียมทางปัสสาวะลดลง _______________________________________________________________________________ ถาม : คุณแม่ที่ให้นมลูกจำเป็นต้องกินยาเม็ดแคลเซียมเสริมหรือไม่ ตอบ : ในระยะที่ให้นมลูกหรือในระยะตั้งครรภ์ คุณแม่ไม่จำเป็นต้องกินยาเม็ดแคลเซียมเสริม แต่ควรกินแคลเซียมให้เพียงพอจากอาหาร เพราะอาหารจะให้สารอาหารอื่น ๆ ที่จำเป็นต่อกระดูกด้วย เช่น โปรตีน วิตามินและแร่ธาตุอื่น ๆ เป็นต้น _______________________________________________________________________________ ถาม : การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่จะทำให้คุณแม่กระดูกบางลง และเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคกระดูกพรุนหรือไม่ ตอบ : การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ไม่ทำให้เกิดโรคกระดูกพรุน แต่สาเหตุสำคัญของโรคนี้คือการขาดแคลเซียมเรื้อรังตั้งแต่วัยเด็ก วัยหนุ่มสาว และขาดการออกกำลังกาย ในช่วงที่ให้นมลูกปริมาณแร่ธาตุในกระดูกของคุณแม่อาจลดลงบ้าง แต่ก็จะเพิ่มขึ้นจนใกล้เคียงหรือมากกว่าเดิม เมื่อคุณแม่เริ่มมีประจำเดือน หรือภายหลังลูกหย่านมแม่ _______________________________________________________________________________ ถาม : ในช่วงให้นมลูก แม่สามารถดื่มกาแฟได้หรือไม่ ตอบ : ในกาแฟมีสารแคฟเฟอีน ซึ่งจะผ่านเข้าไปในนมแม่ได้น้อยมาก คือประมาณ 0.6-1.5% ของปริมาณที่แม่กิน ถ้าคุณแม่อยากดื่มกาแฟ ก็สามารถดื่มได้ แต่ไม่ควรมากเกินไป เช่น อาจดื่มเพียงวันละ 1-2 แก้ว เพราะถ้าดื่มมากกว่า 5 แก้วต่อวัน (แก้วละ 150 มล.) ลูกอาจมีอาการผิดปกติ เช่น นอนหลับยาก หงุดหงิด ร้องกวน เป็นต้น อาการเหล่านี้จะหายไปภายในไม่กี่วันหลังจากแม่หยุดกิน นอกจากนี้แคฟเฟอีนยังมีในเครื่องดื่มประเภทอื่น เช่น ชา โคลา หรือเครื่องดื่มผสมแคฟเฟอีนต่างๆ _______________________________________________________________________________ ถาม : ถ้าจะต้องออกไปทำงานนอกบ้าน จะเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้อย่างไร ตอบ : คุณแม่ต้องวางแผนตั้งแต่ระยะแรก ๆ หลังคลอด หรืออาจปรึกษาคลินิกนมแม่ถึงวิธีการต่างๆ คุณแม่ที่โชคดีมีที่ทำงานใกล้บ้าน และสามารถกลับมาบ้านได้สะดวก หรือมีสถานเลี้ยงเด็กในที่ทำงานหรือใกล้ที่ทำงาน ก็สามารถให้นมลูกได้ในช่วงพักหรือช่วงกลางวัน ลูกจะปรับตัวเข้ากับเวลาของแม่ แม้จะรอนานขึ้น ถ้าลูกต้องอยู่บ้านกับญาติหรือพี่เลี้ยง ควรปรึกษาคลินิกนมแม่ถึงวิธีการเก็บน้ำนมไว้ให้ลูก ฝึกญาติหรือพี่เลี้ยงเด็กล่วงหน้าเกี่ยวกับวิธีการป้อนนมแม่ที่บีบเก็บไว้ให้ลูก ช่วงหลัง 6 เดือน ที่ลูกได้อาหารตามวัยเพิ่มแล้ว จำนวนมื้อของการให้นมแม่จะลดลง แม่และลูกจะปรับตัวและเวลาเข้าหากันได้ดีขึ้น ทำให้ลูกกินนมแม่ได้นานที่สุด _______________________________________________________________________________ ถาม : ควรหย่านมแม่เมื่อไร หย่านมอย่างไร ตอบ : น้ำนมแม่จะเริ่มน้อยลงหลัง 6 เดือนเมื่อเริ่มให้ลูกกินอาหารอื่น ๆ จำนวนมื้อนมแม่จะถูกแทนด้วยอาหารตามวัย เป็นการค่อย ๆ ลดนมแม่ลง หรือคือการหย่านมอย่างค่อยเป็นค่อยไปแบบธรรมชาติ จนกระทั่งน้ำนมแห้งเมื่ออายุประมาณ 2 ปี น้ำนมแม่หลัง 6 เดือน ถึงแม้มีปริมาณไม่มากเท่า 6 เดือนแรก แต่ยังมีคุณค่าอาหารมาก และมีผลดีต่อพัฒนาการของลูก ไม่ควรจะหย่านมทันทีหลัง 6 เดือน การหย่านมแบบกระทันหัน ทั้งที่น้ำนมยังไหลดีอยู่ จะทำให้แม่มีอาการปวดคัดเต้านม อาจทำให้เกิดเต้านมอักเสบได้ และมีผลเสียต่อจิตใจของลูกอย่างมาก |