|
บรรณาธิการ : ศิราภรณ์ สวัสดิวร, อุมาพร สุทัศน์วรวุฒิ
เมื่อปี 2547 ศูนย์นมแม่ฯ ร่วมกับสมาคมกุมารแพทย์แห่งประเทศไทย ได้จัดทำหนังสือ "ถาม-ตอบ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่" 3 ชุด 3 ตอน ... ก่อนคลอด...เมื่ออยู่โรงพยาบาล...เมื่อกลับบ้าน ชุดนี้เป็นชุดที่ 3 ตอนที่ 1
ถาม : ลูกชอบสำลักนมเวลาดูดนมแม่ จะแก้ไขอย่างไร ตอบ : ลูกสำลักขณะดูดนมแม่อาจเกิดจากหลายสาเหตุ เหตุหนึ่งพบคือ น้ำนมแม่ไหลแรง พุ่งฉีดเข้าลำคอลูก ลูกจึงต้องถอนหน้าหรือสะบัดหน้าออกจากเต้านม หรือสำลักนม ถ้าเป็นจากกรณีนี้ ให้ลองบีบน้ำนมออกก่อนลูกดูดประมาณ 1-2 ช้อนโต๊ะ เพื่อลดแรงดันในเต้านม หรือขณะที่อุ้มลูกดูดนมให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือบีบบริเวณลานหัวนมคาไว้ จนลูกดูดได้ไม่สำลัก จึงค่อยคลายมือออก หรืออาจให้นมในท่านอนก็อาจช่วยได้ เพราะท่านอนน้ำนมจะไหลช้าลง _______________________________________________________________________________ ถาม : ลูกอายุ 6 สัปดาห์ ดูดนมแม่เก่งมาก กลัวว่านมแม่ไม่พอ จะเสริมนมผสมดีไหม ตอบ : ลูกอายุช่วงนี้โตเร็วมากจึงดูดนมเก่งและบ่อยครั้ง การดูดบ่อยจะช่วยให้ลูกได้รับนมมากขึ้น จึงควรให้ลูกดูดบ่อย ๆ ส่วนใหญ่น้ำนมจะมีปริมาณมากขึ้นจนพอกับความต้องการของลูกใน 1-2 วัน ต้องคิดไว้เสมอว่า น้ำนมแม่ ยิ่งดูด ยิ่งสร้าง และคนสร้างน้ำนมคือ “ลูก” เรื่องนี้เป็นเรื่องที่พบบ่อย และเป็นสาเหตุที่แม่มักเข้าใจผิด การให้นมผสมเพิ่ม จึงไม่ใช่การแก้ปัญหาที่ถูกต้อง _______________________________________________________________________________ ถาม : ถ้าเสริมนมผสม จะมีปัญหาอย่างไร ตอบ : ในลูกอายุขนาดนี้ ถ้าเราให้นมผสมเสริม อาจเกิดปัญหาคือ ลูกจะดูดนมแม่น้อยลง ทำให้น้ำนมแม่สร้างน้อยลงจนหมดไป นอกจากนี้เวลาชงนม อาจเกิดการปนเปื้อนเชื้อโรค ทำให้ลูกมีโอกาสท้องเสีย ติดเชื้อ หรือแพ้โปรตีนในนมผสม (นมวัว) ทำให้เกิดปัญหาภูมิแพ้ ยิ่งกว่านั้น การให้ลูกดูดหัวนมยาง อาจจะทำให้ลูกติดใจหัวนมยาง ไม่ยอมกลับมาดูดนมแม่ ในที่สุดก็จะไม่ได้รับนมแม่ _______________________________________________________________________________ ถาม : ทำไมการได้รับนมผสม ในช่วงลูกอายุน้อย ๆ จึงทำให้ลูกมีโอกาสเกิดปัญหาภูมิแพ้ได้ ตอบ : ทารกที่อายุน้อยกว่า 6 เดือน เยื่อบุลำไส้ยังไม่ค่อยแข็งแรงน้ำย่อยอาหารก็ยังมีไม่พอ เมื่อได้รับนมผสม โปรตีนแปลกปลอมในนมผสม (นมวัว) จะสามารถเล็ดลอดไปกระตุ้นระบบภูมิคุ้มกัน ซ้ำแล้วซ้ำเล่า ทำให้มีโอกาสเกิดปัญหาภูมิแพ้ขึ้น ลูกไม่แพ้นมแม่ เพราะโปรตีนในนมแม่เป็นโปรตีนของคนจึงไม่ใช่สิ่งแปลกปลอม _______________________________________________________________________________ ถาม : จะรู้ได้อย่างไรว่าลูกได้นมแม่เพียงพอ ตอบ : ถ้าเต้านมคุณแม่โปร่งใสคงจะดี สามารถมองเห็นได้ว่าลูกกินนมหมดไปเท่าใด อย่างไรก็ตาม เราอาจสังเกตง่าย ๆ คือ หลังลูกกินนมแม่แล้ว ลูกมีความสุข หลับได้ ขับถ่ายปกติ เติบโตดี ก็แสดงว่าได้รับน้ำนมพอ หรือจะสังเกตแบบละเอียด ดังนี้ § ขณะที่ลูกกำลังดูดนมข้างหนึ่ง น้ำนมก็ไหลอีกข้างหนึ่งด้วย · ได้ยินเสียงกลืนน้ำนมของลูก · เต้านมแม่คัดตึงก่อนให้นม และนิ่มลงหลังให้นมแม่แล้ว · ลูกปัสสาวะ 6 ครั้งขึ้นไปใน 24 ชั่วโมง · ลูกถ่ายอุจจาระ 4-8 ครั้งใน 24 ชั่วโมง หรือถ่ายไม่บ่อย แต่มีปริมาณมากในแต่ละครั้ง · ลูกสงบสบาย พักได้ ไม่ร้องหิวระหว่างมื้อนม · น้ำหนักลูกขึ้นตามปกติ _______________________________________________________________________________ ถาม : จำเป็นต้องปลุกลูกมาให้นมแม่ตอนกลางคืนหรือไม่ ตอบ : ในระยะที่ลูกอายุ 1-2 เดือนแรก ยังจำเป็นต้องให้ลูกดูดนมแม่ตอนกลางคืนด้วย อย่างน้อย 1 ครั้ง เพื่อกระตุ้นการสร้างน้ำนมให้ได้เต็มที่ โดยเฉพาะในระยะ 2-3 สัปดาห์แรกจะช่วยให้มีการสร้างน้ำนมได้ดี ทำให้ลูกได้รับน้ำนมเพียงพอ และยังช่วยป้องกันเต้านมคัด หลังลูกอายุ 4-5 เดือนไปแล้ว ส่วนใหญ่มักจะเริ่มนอนนานติดต่อกัน 4-5 ชั่วโมงได้ โดยไม่ตื่นมากินนม ในช่วงอายุนี้ ก็ไม่จำเป็นต้องปลุกลูกมากินนมกลางคืน _______________________________________________________________________________ ถาม : ขณะนี้ลูกอายุ 6 สัปดาห์ น้ำหนัก 5 กิโลกรัม (แรกเกิด 3 กิโลกรัม) ร้องมาก ตื่นเมื่อไรต้องดูดนมแม่ตลอดเวลา สงสัยว่าน้ำนมจะไม่พอ ต้องให้นมขวดเพิ่มหรือไม่ ? ตอบ : ระยะอายุสามเดือนแรกหลังเกิด น้ำหนักลูกจะขึ้นประมาณเดือนละ 600-800 กรัม หรือ 6-8 ขีด ในกรณีนี้ลูกน้ำหนักขึ้นได้ดีมาก จาก 3 เป็น 5 กิโลกรัมในเวลา 6 สัปดาห์ แสดงว่าเท่าที่ผ่านมาน้ำนมแม่มีมากพอแน่นอน การที่ลูกร้องไม่ได้แปลว่าลูกหิวเพียงอย่างเดียว มีผู้ศึกษาไว้พบว่า ลูกมักจะเริ่มร้องมากเมื่ออายุประมาณ 2 สัปดาห์ ร้องมากที่สุดที่ 6 สัปดาห์ และจะลดลงเมื่ออายุ 3-4 เดือน ทั้งนี้ขึ้นกับลักษณะนิสัยของลูก การตอบสนองของแม่ ดังนั้นอย่าเพิ่งคิดว่าเป็นเพราะลูกหิวอย่างเดียว ถ้าให้นมผสมเสริม ลูกอาจจะไม่ยอมกินนมแม่ _______________________________________________________________________________ ถาม : ทำไมเด็กที่กินนมแม่ในเดือนแรก ๆ จึงถ่ายอุจจาระบ่อยผิดปกติหรือไม่ ตอบ : เด็กที่กินนมแม่ในระยะเดือนแรก ๆ มักจะถ่ายเหลวและถ่ายบ่อยจนคุณแม่ตกใจคิดว่าท้องเสีย บางท่านถึงกับงดนมแม่ไปด้วยความเข้าใจผิด การจะแยกว่าเด็กท้องเสียหรือไม่นั้น จะไม่ดูแค่จำนวนครั้งของการถ่าย แต่จะต้องดูจากลักษณะอุจจาระด้วย ถ้าถ่ายเหลวเป็นน้ำล้วน ๆ โดยไม่มีกากเลย หรือมีมูก หรือมูกปนมาในเนื้ออุจจาระ แม้เพียงครั้งเดียวก็ถือว่าท้องเสีย ควรมาพบแพทย์ ถ้าถ่ายเหลวแต่มีกากออกมาทุกครั้ง แม้จะถ่ายบ่อยเป็น 10 ครั้ง ก็ถือว่าปกติ ทั้งนี้เพราะนมแม่ย่อยง่ายและดูดซึมได้เกือบหมด อุจจาระจึงมีกากน้อย น้ำเยอะ และถ่ายบ่อยได้ คุณแม่ไม่ต้องกังวลว่าลูกถ่ายบ่อยแล้วจะขาดน้ำ เพราะหลังจากลูกถ่ายแล้ว ลูกก็จะหิวและขอดูดนมคุณแม่อีก และคุณแม่ยังสามารถช่วยลูกให้ถ่ายห่างขึ้นได้ โดยให้ลูกดูดนมแม่ให้เกลี้ยงเต้า เพราะน้ำนมในช่วงท้าย ๆ ในเต้านมจะมีไขมันสูง ลูกจะใช้เวลาย่อยและดูดซึมนานขึ้น อุจจาระก็จะห่างขึ้น _______________________________________________________________________________ ถาม : ลูกอายุ 2 เดือน กินนมแม่ ตอนแรก ๆ ก็ถ่ายบ่อยดี แต่พอย่างเข้าอายุ 2 เดือนไม่ค่อยถ่าย 2-3 วัน ถ่ายครั้งหนึ่ง ผิดปกติหรือไม่ ตอบ : ลูกที่กินนมแม่อย่างเดียวแล้ว 2-3 วันถ่ายครั้งหนึ่ง พบได้บ่อยเช่นกัน เนื่องจากน้ำนมแม่ในทารกบางรายถูกดูดซึมได้ดีมากจนไม่เหลือกาก ซึ่งเป็นธรรมชาติของทารกแต่ละราย ถ้าลูกไม่ถ่ายทุกวันแต่เมื่อถ่าย อุจจาระมีเนื้อมากและนิ่มเป็นปกติ หรือแข็งเล็กน้อยเฉพาะส่วนยอด ลูกไม่ต้องออกแรงเบ่งจนหน้าดำหน้าแดง ดูมีความสุขดีก็ถือว่าปกติ การที่ 2-3 วันถ่ายครั้งหนึ่งเช่นนี้ จึงไม่นับว่าเป็นอาการท้องผูก มีผู้ให้ข้อสังเกตว่า ในระยะที่ทารกกินนมแม่อย่างเดียว ทารกมักท้องไม่ผูก ถ้าเมื่อไรมีอาการท้องผูก ให้สงสัยว่า อาจมีโรคเกี่ยวกับการทำงานของลำไส้ กรณีนี้ควรปรึกษาแพทย์ _______________________________________________________________________________ ถาม : คุณแม่เป็นหวัด จะให้ลูกดูดนมแม่ได้หรือไม่ ตอบ : การเจ็บป่วยเล็ก ๆ น้อย ๆ ไม่เป็นอุปสรรคสำหรับการให้นมลูก ไม่ว่าจะเป็นหวัดหรือท้องเสีย คุณแม่ก็ยังคงให้ลูกดูดนมต่อไปได้ เพียงแต่เน้นเรื่องความสะอาด โดยการล้างมือก่อนให้นมลูกทุกครั้ง และถ้าไอ จาม ก็ควรใช้ผ้าปิดปากและจมูกคุณแม่ในขณะให้นมลูก ในระหว่างนี้คุณแม่สามารถกินยาแก้ปวด ลดไข้ หรือยาลดน้ำมูกทั่วๆ ไปได้ แต่ถ้าต้องใช้ยาปฏิชีวนะ ควรปรึกษาแพทย์ก่อน _______________________________________________________________________________ ถาม : ลูกอายุ 2 เดือน กินนมแม่อย่างเดียว คุณแม่ไม่สบายคุณหมอให้ยาอะม็อกซี่ และ พาราเซตามอล ต้องงดนมแม่หรือไม่ ตอบ : ยาส่วนใหญ่ เช่น ยาแก้ปวดพาราเซตามอล ยาปฏิชีวนะต่าง ๆ มีโมเลกุลขนาดใหญ่ ส่วนใหญ่จะผ่านมาในน้ำนมแม่เพียงร้อยละ 1 ของขนาดที่คุณแม่กิน จำนวนยาที่ลูกอาจได้รับจึงมีเพียงเล็กน้อย และน้อยกว่าขนาดที่ใช้รักษาลูกมาก จึงไม่จำเป็นต้องงดยาระหว่างให้นมแม่ ตัวอย่างเช่น ยาอะม็อกซี่ (amoxycillin) ถ้าคุณแม่กินขนาด 500 มิลลิกรัม วันละ 3 ครั้ง จำนวนที่ผ่านมาในน้ำนมแม่จะมีเพียงร้อยละ 1 ดังนั้น ยาอะม็อกซี่จะผ่านมาที่ลูกเพียง 15 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่น้อยมาก เมื่อเทียบกับขนาดที่ใช้รักษาลูก จึงไม่จำเป็นต้องหยุดให้นมแม่ อย่างไรก็ตาม ถ้าจะมีการใช้ยาและไม่แน่ใจว่าจะต้องหยุดนมแม่หรือไม่ ควรปรึกษาแพทย์ หรือคลินิกนมแม่ก่อน _______________________________________________________________________________ ถาม : สำหรับแม่ที่จำเป็นต้องใช้ยา แต่เพื่อให้มีผลต่อลูกน้อยที่สุด มีข้อแนะนำอย่างไรบ้าง ตอบ : ข้อแนะนำเกี่ยวกับการใช้ยาของแม่ในระยะให้นมลูก มีดังนี้ · ควรใช้ยาต่าง ๆ ตามคำแนะนำของแพทย์ · ใช้ยาในระยะเวลาสั้น ๆ เท่าที่จำเป็น · เลือกกินยาหลังให้ลูกกินนมอิ่มแล้ว หรือก่อนเวลาที่ลูกจะหลับยาว เพราะเมื่อถึงเวลาที่ลูกจะดูดนมมื้อต่อไป ก็จะเป็นช่วงที่ระดับยาลดน้อยลงแล้ว _______________________________________________________________________________ ถาม : ในช่วงที่ให้ลูกกินนมแม่ มียาอะไรบ้างที่ห้ามใช้หรือต้องระวัง ตอบ : ยาที่ห้ามใช้มีเพียงไม่กี่ชนิด ยาเหล่านี้คุณแม่มีโอกาสใช้น้อยมาก ที่สำคัญได้แก่ ยารักษามะเร็ง สารกัมมันตรังสี ยารักษาไมเกรน ประเภท ergotamine แอสไพริน ยากันเลือดแข็งตัวบางชนิด ยานอนหลับ phenobarbital ส่วนยาแก้อักเสบ ส่วนใหญ่สามารถใช้ได้ที่ต้องระวัง ได้แก่ ยาซัลฟาบางชนิด เป็นต้น ซึ่งแพทย์ก็จะหลีกเลี่ยงไม่สั่งยาเหล่านี้ให้กับแม่ที่ให้นมลูกอยู่แล้ว _______________________________________________________________________________ ถาม : ควรให้ลูกกินข้าว หรืออาหารเสริมตามวัยเมื่อไร ตอบ : ถ้าเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวอย่างเต็มที่ และลูกแข็งแรง เติบโตสมวัย แนะนำให้ข้าว หรืออาหารอื่น เมื่อประมาณอายุ 6 เดือน แต่ในกรณีที่ให้นมแม่อย่างเดียวได้ไม่เต็มที่ เช่น ทำอย่างไรน้ำนมก็ไม่พอ ลูกเติบโตช้า ซึ่งอาจพบกรณีแม่ต้องไปทำงาน แม่มีความกังวลใจ ทำให้การสร้างน้ำนมเป็นไปได้อย่างไม่เต็มที่ ก็ควรให้อาหารอื่นตามวัย ในระหว่างอายุ 4-6 เดือน แต่มีหลักว่าอย่าให้มาก เพียงให้เคยชินกับอาหารอื่น จะให้เต็มที่ 1 มื้อเมื่ออายุ 6 เดือน _______________________________________________________________________________ ถาม : ทำไมจึงห้ามให้อาหารเสริม เช่น ข้าวบดหรือกล้วย แก่ลูกก่อนอายุ 4-6 เดือน ตอบ : เพราะทารกอายุน้อยกว่า 4-6 เดือนยังไม่พร้อมที่จะรับอาหารอื่นนอกจากนม กล่าวคือ · ขาดน้ำย่อยในลำไส้ที่จะย่อยข้าวหรือแป้งได้ดี · ระบบประสาทและกล้ามเนื้อยังไม่พร้อมที่จะรับและกลืนอาหารครึ่งแข็งครึ่งเหลว · ลำไส้ยังไม่แข็งแรง เกิดโรคติดเชื้อและโรคภูมิแพ้ง่าย · ไตยังขับของเสียออกทางปัสสาวะได้ช้า นอกจากนี้ การให้อาหารเสริมเร็วเกินไป จะทำให้ลูกดูดนมแม่ได้น้อยลง ทำให้การสร้างนมแม่ลดลงได้ และอาจทำให้เกิดการแพ้อาหารได้ _______________________________________________________________________________ ถาม : ควรเลือกอาหารเสริมตามวัยให้ลูก อย่างไร ตอบ : เลือกอาหารที่หาได้หรือที่ครอบครัวกินกันอยู่ แบ่งมาปรุงให้ลูก เช่น ข้าวบดใส่น้ำแกงจืด ตับ ไข่แดงต้มแข็งหรือตุ๋น และเนื้อสัตว์ เช่น ไก่ ปลา นำมาผสมกับผักบด เช่น ผักใบเขียว ฟักทอง แครอท ให้ผลไม้เป็นอาหารว่างวันละครั้ง ไข่ขาวควรเริ่มเมื่ออายุ 7 เดือนขึ้นไป เพราะลูกมีโอกาสแพ้ง่ายกว่าไข่แดง ลูกควรได้รับอาหารเสริมตามวัย 1 มื้อ เมื่ออายุ 6 เดือน และเพิ่มเป็น 2 มื้อเมื่ออายุ 8-9 เดือน เพิ่มเป็น 3 มื้อเมื่ออายุ 10-12 เดือน จำนวนมื้อของนมแม่จะค่อย ๆ ลดลง จนเหลือประมาณ 3-4 มื้อเมื่อลูกอายุ 10-12 เดือน ถาม-ตอบ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ เตรียมตัวก่อนคลอด... อยากให้ลูกกินนมแม่ เลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ตอน...เมื่ออยู่ในโรงพยาบาล |