topleft
topright
mymind2.png

หนูน้อยนมแม่

เชิญสมัครสมาชิก

ยินดีต้อนรับสมาชิก ศูนย์นมแม่ทุกท่าน .. กรุณา login
ไม่ ไม่ ไม่ หนูไม่อยากไปหาหมอฟัน !
เขียนโดย Sansmile   
Monday, 08 September 2008
อย่าเพิ่งกลัวไปนะคะ หมอฟันไม่น่ากลัวอย่างที่คิด ยิ่งถ้าคุณหนูๆ รู้จักใส่ใจดูแลสุขภาพช่องปากให้ดีอยู่เสมอ รับรองว่า สุขภาพฟันและสุขภาพร่างกายก็จะดีตามไปด้วย แต่ปัจจุบันยังมีเด็กจำนวนมากที่มีปัญหาสุขภาพช่องปากเนื่องจากเป็นโรคฟันผุลุกลาม
          โรคฟันผุในเด็ก นับเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประเทศไทย จากการสำรวจโดยกองทันตสาธารณสุขในปี พ.ศ.2537 พบว่า เด็กอายุ 3 ปี มีฟันน้ำนมผุร้อยละ 61.7 เด็กอายุ 6 ปี มีฟันน้ำนมผุร้อยละ 85.1 และมีแนวโน้มที่สูงขึ้น ซึ่งโรคฟันผุเป็นโรคติดเชื้อที่ไม่สามารถหายได้ด้วยตัวเองหรือใช้ยา antibiotic รักษาได้เหมือนโรคหวัดหรือโรคติดเชื้ออื่นๆ และยังสามารถส่งผ่านเชื้อโรคไปยังบุคคลอื่นได้
          ปัจจัยสำคัญที่เป็นสาเหตุเริ่มต้นและลุกลามของโรคฟันผุ ได้แก่
          1.ฟันและสภาวะแวดล้อมในช่องปาก
          2.อาหารประเภทแป้ง
          3.แบคทีเรียที่ทำให้เกิดโรค (Mutans streptococci, lactobacillus)
 
         รู้จัก 3 ระยะ ของโรคฟันผุ
          1.ฟันผุในระยะแรก จะพบลักษณะรอยโรคขุ่นขาวบริเวณเคลือบฟัน หรือหลุมร่องฟัน ซึ่งจะยังไม่แสดงอาการ และยังไม่จำเป็นต้องรักษาโดยการอุดฟัน เพียงแต่ผู้ปกครองควรพาไปพบทันตแพทย์ เพื่อกำจัดคราบจุลินทรีย์ อันเป็นสาเหตุของการลุกลามเสียแต่เนิ่นๆ
          2.ฟันผุที่ชั้นเคลือบฟันและเนื้อฟัน จะมีการแตกหักของเนื้อฟันจนเกิดรอยผุเป็นรูบนตัวฟัน เด็กจะเริ่มมีอาการเสียวฟัน ปวดฟัน ...การรักษา ควรได้รับการอุดฟันหรือครอบฟันในกรณีที่รอยผุมีขนาดใหญ่
          3.ฟันผุทะลุโพรงประสาทฟัน จะมีอาการปวดฟัน ประสาทฟันอักเสบร่วมกับการอักเสบของเหงือกและอวัยวะรอบๆ ฟัน ...การรักษา จะต้องได้รับการรักษาคลองรากฟัน และครอบฟัน หรือถอนฟัน
 
          คุณหนูๆ คะ โรคฟันผุสามารถป้องกันได้ ส่วนการรักษา มิใช่ว่าอุดฟันเพียงอย่างเดียวก็หายขาด แต่ยังต้องอาศัยปัจจัยหลายๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็น
  • สภาวะในช่องปากจะต้องสะอาด ปราศจากการเพาะเชื้อแบคทีเรีย ซึ่งสามารถทำได้โดยการแปรงฟันและใช้ไหมขัดฟันอย่างถูกวิธี
  • หลีกเลี่ยงการบริโภคอาหารประเภทแป้งและน้ำตาล โดยเฉพาะขนมแป้งกรุบกรอบ ลูกอม น้ำอัดลม
  • ใช้ฟลูออไรด์เสริมเพื่อช่วยป้องกันฟันผุ และหากเราละเลยเรื่องสุขอนามัยในช่องปากแล้ว ฟันที่อุดแล้วก็อาจต้องอุดซ้ำแล้วซ้ำเล่า

ทำอย่างไรถ้าเจ้าตัวน้อยไม่ให้ความร่วมมือ
          คงต้องเริ่มตั้งแต่เล็กๆ โดย..
  • หาแปรงสีฟันขนนุ่มๆ ให้เด็กกัดเล่นในช่วงที่คันเหงือก อยากกัดโน่นกัดนี่
  • พยายามให้ดูเวลาที่คุณพ่อคุณแม่แปรงฟัน ซึ่งเด็กๆ ก็อาจจะเลียนแบบและอยากทำอย่างที่คุณพ่อคุณแม่ทำ
  • คุณพ่อคุณแม่เล่านิทานสนุกๆ เกี่ยวกับการแปรงฟันให้ลูกฟังก่อนนอน ซึ่งเด็กๆ วัยนี้จินตนาการกำลังบรรเจิดสุดๆ จะทำให้เด็กรู้สึกถึงความสำคัญของการแปรงฟันได้เองโดยไม่ต้องสอนหรือสั่ง ในระหว่างแปรงฟัน ถ้าเด็กๆ ไม่ให้ความร่วมมือ ร้องไห้ ก็อย่าเพิ่งเร่งเร้า ไม่ต้องกังวลใจ ให้พยายามแปรงฟันเด็กต่อไป แต่หาวิธีทำให้สนุกๆ โดยเปิดเพลง หรือร้องเพลงที่เด็กชอบขณะแปรงฟัน หรือจับเวลาแล้วเล่นเกมแข่งแปรงฟันกับลูก ซึ่งจะทำให้เด็กสนุก และไม่เบื่อขณะแปรงฟัน และยอมร่วมมือให้แปรงฟันในที่สุดดูแลฟันเสียแต่เนิ่นๆ โดย
  • พาไปพบทันตแพทย์ภายใน 6 เดือน ภายหลังจากฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น หรืออย่างช้าไม่เกินอายุ 1 ขวบครึ่ง เพื่อตรวจฟันและรับคำแนะนำในการดูแลรักษาฟัน
              พบทันตแพทย์ทุกๆ 6 เดือน เพื่อตรวจประเมินฟันผุ ทำความสะอาดฟัน เคลือบฟลูออไรด์ ทั้งนี้ เพื่อให้เด็กเกิดความคุ้นเคยและมีทัศนคติที่ดีต่อการทำฟัน

 เตรียมพร้อมก่อนไปพบทันตแพทย์
          เรื่องนี้สำคัญมาก เพราะนอกจากจะต้องเตรียมสภาวะทางกายให้พร้อม ยังต้องเตรียมจิตใจของเจ้าตัวน้อยอีกด้วย ซึ่งผู้ปกครองสามารถช่วยได้โดย
          หานิทานที่เกี่ยวกับการไปหาทันตแพทย์มาเล่าให้เด็กฟัง เด็กจะได้จินตนาการได้ว่า จะต้องเจอกับสิ่งใดบ้าง
          เล่นสมมติเกี่ยวกับทันตแพทย์ การทำฟัน ซึ่งจะทำให้เด็กสนุกกับบทบาทสมมตินั้น
          คุณพ่อคุณแม่อย่าเอาเรื่องทันตแพทย์ที่ทำฟัน ถอนฟันมาขู่ให้เด็กกลัวไปก่อน
          คุณพ่อคุณแม่ไม่แสดงความกลัวและกังวลใจที่จะต้องพาลูกไปพบทันตแพทย์ เพราะจะทำให้เด็กกลัว และกังวลใจตามไปด้วย
          เมื่อถึงวันที่ต้องไปพบทันตแพทย์ คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องกังวล เพราะคุณหมอมีวิธีที่จะจัดการให้เจ้าตัวน้อยไม่กลัวและสนุกกับการทำฟันมากมายเชียวค่ะ
 
          เรื่องน่ารู้
          ในเด็กทารกที่ฟันน้ำนมยังไม่ขึ้นจะยังไม่พบเชื้อ Mutans streptococci ในช่องปาก แต่เมื่อฟันน้ำนมซี่แรกขึ้นก็จะพบว่ามีการติดเชื้อ Mutans streptococci เพิ่มขึ้นตามอายุ ซึ่งแหล่งที่มาของเชื้อส่วนใหญ่มาจากทางตรงโดยการสัมผัสใกล้ชิด เช่น กอดจูบ หรือทางอ้อมโดยผ่านภาชนะที่มีการปนเปื้อนน้ำลายที่มีเชื้ออยู่ ดังนั้น คุณแม่หรือผู้ดูแลเด็กควรมีสุขภาพช่องปากที่ดีด้วย เพื่อลดการส่งผ่านเชื้อแบคทีเรียดังกล่าว
 
          นอกจากนี้ ควรทำความสะอาดโดยเช็ดช่องปากให้เด็กด้วยผ้าสะอาดชุบน้ำต้มสุก วันละ 2 ครั้ง คือ ช่วงเช้าและก่อนนอน และเริ่มให้แปรงสีฟันขนนุ่มเมื่อฟันน้ำนมซี่แรกขึ้น โดยแปรงฟันให้วันละ 2 ครั้ง นอกจากนี้ ควรเลือกนมปราศจากน้ำตาล และป้อนน้ำตามหลังรับประทานอาหารเสริม หรือดูดนมทุกครั้งรวมถึงไม่ควรให้นมลูกเวลานอน เพราะการหลับคาขวดนมมีโอกาสทำให้เกิดฟันผุมากที่สุด นอกจากนี้ควรเลิก “นมมื้อดึก” เมื่อเด็กอายุตั้งแต่ 6 เดือน และสามารถเลิกขวดนมได้เมื่ออายุประมาณ 1 ขวบครึ่ง และเมื่ออายุประมาณ 2-6 ปี ควรเริ่มฝึกให้เด็กแปรงฟันเองวันละ 2 ครั้ง ด้วยยาสีฟันฟลูออไรด์ โดยมีผู้ปกครองช่วยแปรงซ้ำในบริเวณที่เด็กแปรงไม่ถึง
 
          ในกรณีที่เด็กมีฟันหลังเบียดชิดกัน จำเป็นต้องใช้ไหมขัดฟันหลังการแปรงฟันวันละครั้งก่อนนอน และควรลดความถี่และปริมาณในการบริโภคอาหารและเครื่องดื่มประเภทแป้งและน้ำตาล และที่มีความเป็นกรด เช่น น้ำอัดลม โดยจำกัดการรับประทานให้อยู่ในมื้ออาหาร หลีกเลี่ยงการรับประทานจุบจิบ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคฟันผุ

 
          ที่มา: หนังสือพิมพ์ผู้จัดการรายวัน  May 22, 2008
 

Syndicate

Copyright 2007-2010 Thai Breast Feeding. All rights reserved
Joomla Templates by JoomlaShack Joomla Templates