|
ก่อนอื่นเราต้องมาทำความรู้จัก ความเข้าใจเกี่ยวกับธรรมชาติการกินของเด็กก่อน
ประการที่หนึ่ง พัฒนาการของเด็กจะเร็วในช่วงสองขวบปีแรก และมีอัตราช้าลงในช่วงวัยอนุบาลและวัยเรียน เมื่อเข้าวัยรุ่น ก็จะมีอัตราเร็วขึ้นอีก ดังนั้นจะเห็นว่าช่วงเป็นทารก น้ำหนักจะขึ้นเร็วมาก แต่หลังหนึ่งขวบไปแล้ว อัตราการเพิ่มน้ำหนักจะเริ่มลดลง ก็จะพบว่า เด็กจะอยากกินอาหารน้อยลง และสนใจการเล่น และสิ่งแวดล้อมรอบตัวมากกว่า ทั้ง ๆ ที่ความต้องการพลังงานจากอาหารนั้นยังคงมีสูง เด็กจะใช้เวลาไปกับการเรียนรู้สิ่งแวดล้อมรอบ ๆ ตัวจนบ่อยครั้งที่ลืมหิวไปเลย ในช่วงนี้หากพ่อแม่ไม่เข้าใจและวิตกกังวลมากเกินไป ก็พยายามเคี่ยวเข็ญลูกให้กิน เครียดกันทั้งแม่ทั้งลูก อันนี้คือการฝืนธรรมชาติโดยไม่รู้ตัว ส่วนตัวเด็กเองก็จะรู้สึกฝืนใจ อาจทำให้หงุดหงิด และมีปฏิกิริยาต่อต้านการรับประทานเกิดขึ้นได้
ประการที่สอง เมื่อเด็กโตขึ้นมาระยะหนึ่งคืออายุประมาณ 2-4 ขวบ เด็กจะเข้าวัยต่อต้าน เริ่มเป็นตัวของตัวเอง จะดื้อแทบทุกคน อยากทดสอบปฏิกิริยาของผู้ใหญ่ว่าเวลาที่พูดคำว่า "ไม่" แล้วผู้ใหญ่จะทำอย่างไร ถ้าผู้ใหญ่ยอม หรือคะยั้นคะยอให้กิน หรือออกแนวขอร้อง เด็กๆ ก็จะเรียนรู้ว่าจะต่อรองกับพ่อแม่อย่างไร เด็กจะยิ่งดื้อมากขึ้น
ประการที่สาม ธรรมชาติการรับรสของคนเราไม่เหมือนกัน พ่อแม่ไม่ควรใช้ความรู้สึกหรือความชอบของตัวเองเป็นมาตรฐานในการตัดสินใจเรื่องการกินของลูก จะสังเกตว่าเด็กจะไม่เลือกกินผัก เพราะมีรสไม่ถูกปากและมีแคลอรี่ต่ำ แต่เด็กจะชอบกินอาหารประเภทแป้งหรือไขมันที่มาในรูปของอาหารกรอบ ๆ ที่ทอดน้ำมัน ซึ่งมีแคลอรี่สูง ดังนั้นจะบังคับให้เด็กกินผักมาก ๆ เด็กจะฝืนและต่อต้าน นอกจากนี้ปริมาณอาหารที่เด็กแต่ละคนกินจะไม่เท่ากัน พ่อแม่มักชอบเปรียบเทียบกับลูกคนอื่น
ประการที่สี่ เรื่องของการเบื่ออาหารในเด็กนั้นเป็นเรื่องธรรมชาติ เด็กจะไม่กินไปสักมื้อ หรือบางมื้อกินได้น้อย พ่อแม่ก็ควรจะกังวลเกินไป มื้อต่อไปเด็กก็จะกินชดเชยเอง ไม่ต้องไปขวนขวายหาอาหารเสริมพิเศษให้กิน อีกอย่างความเครียดของพ่อแม่ ก็อาจส่งผลต่ออารมณ์ของเด็กได้ นอกจากนี้แล้วเวลาที่เด็กไม่สบายก็จะกินอาหารได้น้อยอยู่แล้ว อย่างเช่น เป็นไข้หวัด เด็กก็จะกินข้าวได้น้อยกว่าปกติ คนเป็นหวัดก็ย่อมเบื่ออาหารเป็นธรรมดา หลังจากหายแล้วเขาก็จะสามารถกินได้ตามปกติ ดังนั้นพ่อแม่ก็ไม่ควรเป็นกังวลเกินไป ดังนั้นหากไม่เข้าใจธรรมชาติการกินของเด็กแล้ว พ่อแม่ก็จะปฏิบัติต่อลูกในเรื่องการกินไม่เหมาะสม จึงส่งผลให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่ดี โดยสรุปสิ่งที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ได้แก่
1. เด็กถูกพ่อแม่ยัดเยียดในเรื่องการกินมากเกินไป คะยั้นคะยอมากเกินไป บางครั้งทำให้เด็กมีพฤติกรรมต่อต้าน เช่น การอมข้าว
2. บริการและเลือกอาหารให้ลูกมากเกินไป ทำให้เป็นคนเลือกกิน
3. พ่อแม่บางคนชอบติดสินบนลูก ถ้ากินข้าวแล้วจะให้รางวัล ยิ่งถ้ารางวัลเป็นขนมหวาน ยิ่งแย่กันไปใหญ่
4. พ่อแม่บางคนชอบใช้วิธีบังคับ ทำให้เด็กมีทัศนคติที่ไม่ดีในเรื่องของการกินอาหาร
5. พ่อแม่บางคนให้ลูกกินตลอดเวลา จนทำให้เด็กไม่รู้ว่าหิวเป็นอย่างไร และไม่มีระเบียบวินัยในการกิน
6. สำคัญที่สุดคือพฤติกรรมของพ่อแม่เอง ทัศนคติของพ่อแม่ต่ออาหาร หรือนิสัยการบริโภคของพ่อแม่ พ่อแม่อาจเป็นแบบอย่างที่ไม่ดีให้แก่เด็ก เช่น ไม่กินผัก กินก๋วยเตี๋ยวไม่ใส่ผักชี กับถั่วงอก เป็นต้น ดังนั้นการเป็นตัวอย่างที่ดีของพ่อแม่นั้นสำคัญมาก
ประการที่ห้า ปัญหาโภชนาการเด็ก การรับประทานอาหารที่ไม่เหมาะสมอาจทำให้เกิดโรคต่างๆ ได้ โดยเฉพาะโรคเรื้อรังต่างๆ ดังนั้นการรับประทานอาหารเพื่อป้องกันโรคเรื้อรังต่างๆ ก็ควรปลูกฝังกันตั้งแต่ในวัยเด็ก สำหรับโรคโภชนาการในเด็กนั้นได้แก่
5.1 ภาวะน้ำหนักเกิน และโรคอ้วน ทราบกันดีว่าโรคอ้วนนั้นมีความเสี่ยงต่อโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคข้อ โรคเกี่ยวกับทางเดินหายใจ ตลอดจนปัญหาทางด้านจิตใจ จากการศึกษาพบว่าเด็กอ้วนมีโอกาสเป็นผู้ใหญ่อ้วนในอนาคตมากกว่าเด็กที่มีน้ำหนักตัวปกติ สาเหตุของภาวะอ้วนในเด็กนั้นเกิดจากปัจจัยสำคัญสองอย่างคือ มีพฤติกรรมการกิน และการออกกำลังกายไม่เหมาะสม กล่าวคือ กินมากเกินไป กินอาหารที่มีแคลอรี่สูง กินผักผลไม้น้อย ไม่ค่อยออกกำลังมีกิจกรรมที่ไม่ค่อยเคลื่อนไหวร่างกายมาก เช่น ดูทีวี เล่นเกมส์ เล่นคอมพิวเตอร์ การแก้ไขปัญหาตรงนี้นอกจากการปรับเปลี่ยนอาหารการกินแล้ว การให้ความรู้ การวางแผนการออกกำลังกาย และการให้ครอบครัว โรงเรียน และชุมชนมีส่วนร่วม ก็จะให้เกิดผลสำเร็จมากขึ้น
5.2 น้ำหนักตัวต่ำกว่ามาตรฐาน (Underweight) เด็กที่ผอมกว่าปกติอาจมีสาเหตุจากเป็นโรคเรื้อรัง ได้รับอาหารไม่พอหรือไม่อยากอาหาร หรือในเด็กหญิงโดยเฉพาะในช่วงอายุ 9-17 ปี อาจจะอดอาหารเพื่อควบคุมน้ำหนัก ดังนั้นจึงควรแนะนำให้เด็กรับประทานอาหารให้ได้สารอาหารและพลังงานที่เพียงพอ
5.3 การขาดเหล็ก (Iron deficiency) การขาดเหล็กพบได้บ่อยในเด็กเล็กอายุ 1-3 ปี ในเด็กเล็กที่รับประทานนมเป็นส่วนใหญ่และรับประทานอาหารอื่นน้อยอาจได้รับเหล็กไม่พอ เด็กที่ไม่รับประทานเนื้อสัตว์ อาจทำให้การดูดซึมเหล็กไม่ดีเนื่องจากเหล็กในเนื้อสัตว์จะอยู่ในรูป heme iron ซึ่งมีการดูดซึมที่ดีกว่าเหล็กในรูป non-heme iron ซึ่งมีอยู่ในพืชต่าง ๆ ในทารกและเด็กที่ขาดเหล็กจะพบว่ามีการพัฒนาการเรียนรู้ช้า การเพิ่มการดูดซึมธาตุเหล็กอาจทำได้โดยให้รับประทานอาหารที่มีกรดแอสคอร์บิคหรือไวตามินซีร่วมด้วย และควรให้เด็กรับประทานเนื้อสัตว์ ปลา สัตว์ปีกเป็นประจำ
5.4 ฟันผุ (Dental caries) เด็กอาจฟันผุได้จากการรับประทานอาหารที่มีน้ำตาลสูง หรือจากการรับประทานอาหารติดต่อกัน พ่อแม่ควรหัดให้ลูกกินของหวานในปริมาณน้อย หรือให้กินร่วมกับอาหารอื่นที่มีรสไม่หวาน เพื่อช่วยลดการเกิดฟันผุ และควรให้ฟลูออไรด์เสริมแก่เด็ก นอกจากนั้นควรหัดให้เด็กรักษาอนามัยของช่องปาก หัดให้เด็กแปรงฟันอย่างถูกวิธี และพ่อแม่ควรเป็นแบบอย่างที่ดีแก่เด็ก การมีฟันสมบูรณ์ก็ส่งผลต่อการกินอาหารเช่นเดียวกัน
ประการที่หก ถ้าลูกชอบกิน fast food พ่อแม่จะทำยังไงดี fast food คืออะไร คืออาหารจานด่วน ประเภทหนึ่งที่เน้นความสะอาด รวดเร็ว และง่ายต่อการบริโภค ทั้งนี้เนื่องจากวิถีชีวิตของคนในเมืองใหญ่ที่มีการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจเป็นวิถีชีวิตที่เร่งรีบ อาหารเร่งด่วนจึงเกิดขึ้นเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่นี้ อาหารจานด่วนนี้ก็มี 2 แบบคือแบบตะวันตก กับแบบไทยๆ ซึ่งก็ให้คุณค่าทางโภชนาการต่างกัน อาหาร fast food แบบตะวันตก จะให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเกินกว่าที่มาตรฐานกำหนดให้บริโภค โดยเฉพาะไขมันที่ได้ จะมีปริมาณค่อนข้างสูง ประมาณร้อยละ 40-50 ของพลังงานทั้งหมด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นไขมันอิ่มตัว ในขณะที่ fast food แบบไทยเป็นอาหารที่ให้พลังงานจากไขมันและโปรตีนเหมาะสมกับความต้องการของร่างกาย แต่ที่คนส่วนใหญ่เข้าใจมักจะหมายถึง fast food แบบตะวันตกมากกว่า ถ้าถามว่ากิน fast food บ่อย ๆ ดีไหม ไขมันที่ได้จากอาหาร fast food แบบตะวันตก ส่วนใหญ่แล้วเป็นไขมันอิ่มตัว การบริโภคอาหารที่มีไขมันอิ่มตัว โปรตีน และน้ำตาลในปริมาณมากเกินความต้องการของร่างกายโดยต่อเนื่องกันในระยะเวลานาน และเกินความสามารถของอวัยวะขับถ่ายที่จะกำจัดส่วนเกินของอาหารไปได้หมด ทำให้เกิดการสะสมส่วนเกินนั้นไว้ตามอวัยวะต่าง ๆ ของร่างกาย เช่น ใบหน้า หน้าท้อง ขา แขน ทำให้เกิดโรคอ้วน และตามอวัยวะภายในร่างกาย เช่น สะสมไว้ที่หัวใจ ทำให้กล้ามเนื้อหัวใจอ่อนแอ สะสมไว้ในตับ ไต ทำให้ตับไตทำหน้าที่ได้น้อยลง สะสมไว้บริเวณผนังลำไส้ ทำให้การดูดซึมของอาหารลดน้อยลง เป็นต้น ค่านิยมในหมู่เด็กและวัยรุ่นปัจจุบันพบว่าการกิน fast food คือ ความโก้เก๋ ทันสมัย ถ้าใครไม่กินเป็นคนเชย ไม่เข้ากลุ่มเพื่อน พฤติกรรมการกินของเด็กลักษณะนี้อาจสร้างความหนักใจให้แก่พ่อแม่ เพราะนอกจากคุณค่าของอาหารประเภทนี้ไม่สมดุลกับความต้องการของร่างกายแล้ว ราคาก็ยังแพงอีกด้วย เมื่อหลีกเลี่ยงไม่ได้แล้ว ก็ต้องค่อยๆ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินของลูก เช่น ไม่ปฏิเสธเมื่อลูกอยากกิน แต่ให้แนะนำให้เขากินอาหารแบบไทยๆ ในมื้อต่อไป อาจเป็นอาหารจานเดียวประเภทก๋วยเตี๋ยว ราดหน้า ข้าวคลุกกะปิ เย็นตาโฟ เป็นต้น นอกจากนี้ในวันหยุดควรมีการกินอาหารที่เป็นสำรับรวมกัน ให้มีอาหารครบทั้งข้าว เนื้อสัตว์ ผัก ผลไม้ ซึ่งอาจจะช่วยทำกันคนละไม้คนละมือ นอกจากจะได้คุณค่าทางอาหารที่ครบแล้วยังช่วยเพิ่มความสนิทสนมและความสัมพันธ์อันดีภายในครอบครัวอีกด้วย นอกจากนี้ก็ค่อยๆ ให้ความรู้แก่เขา ในเรื่องของผลดีผลเสียจากการมีพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม โดยเฉพาะโรคอ้วน เชื่อว่าเด็กจะค่อย ๆ เข้าใจและเมื่อย่างเข้าสู่วัยรุ่น เขาก็จะรู้จักระมัดระวังตัวเอง เพราะเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่จะกลัวอ้วนกันอยู่แล้ว การกินอาหาร fast food บ้างเป็นครั้งคราวก็คงไม่เป็นไร แต่ไม่ควรบ่อยนัก และควรสั่งสลัดมากินด้วยเพื่อเสริมคุณค่าทางอาหาร อย่างไรก็ดีการกินอาหารที่หลากหลายหมุนเวียนจะทำให้ได้รับสารอาหารครบถ้วน และลดความเสี่ยงต่อพิษภัยที่อาจปนเปื้อนมาในอาหารได้
ประการที่เจ็ด ทำยังไงจะสร้างนิสัยการกินที่ดีให้กับเด็ก การจะให้ลูกมีนิสัยการกินที่ดี ต้องฝึกมาตั้งแต่ในวัยเด็ก คือเมื่อเด็กเกิดมาต้องการกินนมแม่ พอถึงวัยอันควรก็ต้องกินอาหารเสริม ถ้าเราฝึกให้เด็กมีโอกาสช่วยเหลือตนเอง โดยเฉพาะในช่วง 7-8 เดือนซึ่งเด็กนั่งได้ ให้เด็กหยิบอาหารเข้าปากเองบ้าง เด็กจะมีพฤติกรรมในการช่วยเหลือตัวเอง เมื่อย่างเข้าขวบครึ่ง เด็กจะเริ่มมีความรู้สึกพึ่งตนเอง สามารถตักอาหารเข้าปากเองได้ พอเด็กโตขึ้นก็ฝึกให้กินอาหารที่มีประโยชน์ มีไวตามินแร่ธาตุจากผัก เด็กอาจจะยังไม่ทราบว่าไวตามินคืออะไร แต่ถ้าเราพูดบ่อย ๆ เด็กจะเริ่มจำและเรียนรู้ ว่ากินผักแล้วแข็งแรงมีไวตามิน นอกจากการฝึกเด็กให้กินอาหารที่มีคุณค่าครบถ้วนแล้ว สิ่งที่ต้องไม่ลืมฝึกเด็กควบคู่ไปกับการกินคือ นิสัยหรือการปฏิบัติในการกิน ควรสอนให้เด็กกินอย่างประหยัด การตักข้าวควรตักแต่พอกิน หากไม่อิ่มให้ตักใหม่ และควรกินให้หมดจาน นอกจากนี้ยังต้องเอาใจใส่ในเรื่องให้เด็กกินอย่างถูกสุขอนามัยด้วย ได้แก่ ล้างมือและภาชนะให้สะอาด สอนให้เด็กรู้ หรือเกิดความเคยชินว่า เมื่อถึงเวลากินอาหาร หรือกินอะไรล้วนแล้วต้องล้างมือ เมื่อทำได้เช่นนี้ เด็กจะเกิดนิสัยการกินที่ดี มีประโยชน์ ไม่ว่าเด็กจะไปอยู่ที่ไหน จะไม่มีปัญหาเรื่องกิน ที่สำคัญต้องปลูกฝังตั้งแต่เด็ก ๆ และต้องทำอย่างต่อเนื่องเสมอต้นเสมอปลาย
ที่มา : รายการคลินิก 101.5โดย คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
|