|
กรมอนามัยเผยบริษัทนมผงเมินกฎหมาย แจกของจูงใจแม่ให้ลูกกินนมกระป๋องแทนเต้า ชี้ไทยรั้งท้ายเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในเอเชีย-แปซิฟิก ตั้งคณะกรรมการคุมเข้ม พบละเมิดส่งข้อมูลให้ยูนิเซฟประจาน
เมื่อวันที่ 21 พฤศจิกายน นพ.โสภณ เมฆธน รองอธิบดีกรมอนามัย แถลงข่าวประกาศกระทรวงสาธารณสุขหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง พ.ศ.2551 ว่าองค์การอนามัยโลกและประเทศสมาชิก จำนวน 118 ประเทศ ร่วมกันประกาศใช้หลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็กและผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้อง (code นม) เพื่อปกป้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ซึ่งกรมอนามัยได้ปรับปรุงหลักเกณฑ์ใหม่ออกเป็นประกาศกระทรวงสาธารณสุข มีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 กันยายน 2551 โดยได้ทำหนังสือเวียนแจ้งโรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชนเพื่อสร้างความเข้าใจแล้ว รวมทั้งจะเรียกผู้ประกอบการมาร่วมลงสัตยาบันให้บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด
อย่างไรก็ตาม จากการสำรวจล่าสุดพบว่า ยังคงมีโรงพยาบาลรัฐและเอกชนละเมิดหลักเกณฑ์ โดยพบว่า แม่ได้รับการติดต่อจากผู้แทนจำหน่ายผลิตภัณฑ์นมในโรงพยาบาลมากถึง 69 เปอร์เซ็น
"จากการตรวจสอบพบว่า ในโรงพยาบาลของรัฐ ไม่มีการแจกตัวอย่างนมผงให้แก่แม่แล้ว แต่ในโรงพยาบาลเอกชนนั้นขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ใช้บริการ จึงทำให้มีการใช้นมผงสำหรับทารกอยู่จำนวนมาก อีกทั้งตัวแทนจำหน่ายก็มีการใช้กลยุทธ์ใหม่ ๆ ในการส่งเสริมการขาย เช่น ห้ามแจก แถมผลิตภัณฑ์ ก็เลี่ยงไปใช้วิธีแจกของที่ระลึกที่มีตราสินค้าให้แก่แม่แทน ถือเป็นโฆษณาแฝงรูปแบบหนึ่ง ทั้งนี้ ประกาศดังกล่าวยังไม่มีกฎหมายเฉพาะรองรับ ทำให้ผู้ฝ่าฝืนไม่มีโทษตามกฎหมาย ขณะนี้จึงใช้มาตรการทางสังคมมากำกับดูแล เนื่องจากธุรกิจประเภทนี้ถือว่าเป็นธุรกิจที่ต้องมีความรับผิดชอบต่อสังคม" นพ.โสภณ กล่าว
นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า ขณะนี้กระทรวงสาธารณสุข ได้แต่งตั้งคณะกรรมการควบคุม กำกับ และติดตามการปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ดังกล่าว เพื่อกำกับและประเมินการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ โดยผู้ทรงคุณวุฒิจากสภาวิชาชีพ ผู้เชี่ยวชาญจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กรมอนามัย และผู้แทนสมาคมบริษัท ผลิตภัณฑ์นมแห่งประเทศไทย ตัวแทนจากเอ็นจีโอ ร่วมเป็นกรรมการ หากพบว่าผู้ประกอบการรายใดละเมิดหลักเกณฑ์ก็จะรวบรวมแล้วส่งข้อมูลไปยังองค์การระหว่างประเทศ เช่น ยูนิเซฟ แล้วเผยแพร่ประกาศให้สังคมรับรู้ว่ามีบริษัทใดบ้างที่ไม่ส่งเสริมการขายและค้ากำไรโดยละเมิดหลักเกณฑ์สากลนี้
นพ.โสภณ กล่าวด้วยว่า หลักเกณฑ์ดังกล่าวเป็นเครื่องมือที่จะช่วยให้ทารกได้มีโอกาสกินนมแม่อย่างเดียวเป็นเวลา 6 เดือน และกินควบคู่กับอาหารที่เหมาะสมตามวัยจนอายุ 2 ปี ซึ่งจากการสำรวจสถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ของประเทศไทย โดยองค์การยูนิเซฟ สำรวจในปี 2549 พบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน มีเพียง 5.4 เปอร์เซ็นต์ ซึ่งถือว่าต่ำมาก เป็นอันดับ 3 ก่อนลำดับสุดท้ายของโลก และเป็นอันดับสุดท้ายในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่มีการเริ่มดำเนินโครงการสายใยรักแห่งครอบครัวในโรงพยาบาลที่ร่วมโครงการ พบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่สูงขึ้นเป็น 25 เปอร์เซ็นต์ โดยกรมอนามัยจะลงพื้นที่สำรวจอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมทั้งพัฒนาการของเด็กภายในปีนี้ด้วย
อนึ่ง สาระสำคัญของประกาศฉบับดังกล่าว คือ
1. ห้ามโฆษณาประชาสัมพันธ์อาหารทารกและเด็กเล็ก
2. ห้ามแจกตัวอย่างสินค้าและของขวัญฟรีแก่แม่ทั้งทางตรงและทางอ้อม
3. ห้ามพนักงานการตลาดติดต่อหญิงตั้งครรภ์ แม่และครอบครัว
4. ห้ามให้สถานบริการสาธารณสุขเป็นที่โฆษณาประชาสัมพันธ์ ห้ามบริจาคสินค้าฟรี หรือจำหน่ายราคาถูก
5. ห้ามให้ของขวัญหรือตัวอย่างสินค้าแก่บุคลากรสาธารณสุข
6. การให้ข้อมูลเกี่ยวกับความต้องการอาหารทารกต้องได้รับการอนุญาตจากกรมอนามัย
7. ข้อมูลที่ให้แก่บุคลากรสาธารณสุขจะต้องมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์และเป็นจริง
8. ฉลากต้องไม่แสดงรูปภาพของทารกหรือข้อความชักจูงใจให้ใช้สินค้า
9. บริษัทผู้ผลิตและจำหน่ายอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็กควรปฏิบัติตามโค้ต
แม้ว่าประเทศไทยจะยังไม่มีกฏหมายเฉพาะของโค้ตนมก็ตาม
ขอขอบคุณข้อมูลจาก : หนังสือพิมพ์คม ชัด ลึก ฉบับวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน 2551
Add as favourites (0) | Quote this article on your site | Views: 1563
ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นค่ะ จึงสามารถใช้งานได้. กรุณา Log in หรือ กรุณาลงทะเบียนก่อนค่ะ. Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |