|
ปัจจุบันวิทยาการทางการแพทย์ได้ก้าวหน้าขึ้นและพัฒนาอย่างไม่หยุดยั้ง จนสามารถคิดค้นการป้องกันโรคร้ายแรงหลายชนิดด้วยการใช้ “วัคซีน” เพื่อเป็นเกราะป้องกันและลดความเสี่ยงในการเกิดโรคร้ายต่างๆ ของมนุษย์ โดยเฉพาะในเด็กเล็กๆ ที่ร่างกายยังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อโรคต่างๆ มากพอ ดังนั้น การให้วัคซีนกับเด็กให้ครบถ้วนตามวัยจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นมาก เนื่องจากกลไกการป้องกันเชื้อโรคของร่างกายมนุษย์ส่วนใหญ่มีมาตั้งแต่เกิด ขาดแต่เฉพาะภูมิคุ้มกันชนิดจำเพาะ ดังนั้น จึงต้องมีการกระตุ้นให้เกิดภูมิคุ้มกันขึ้น ซึ่งทำได้โดยการให้วัคซีน
ในประเทศไทยได้กำหนดวัคซีนพื้นฐาน ซึ่งเป็นวัคซีนที่ได้รับการบรรจุลงในแผนเสริมสร้างภูมิคุ้มกันโรคของประเทศ รวม 5 ชนิด ประกอบด้วย วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน วัคซีนป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี และวัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี
วัคซีนป้องกันโรคคอตีบ-บาดทะยัก-ไอกรน ชนิดไม่มีเซลล์ ไอกรนเป็นโรคที่รุนแรงในทารก และเด็กเล็ก อาจทำให้เสียชีวิตเนื่องจากการขาดออกซิเจน ส่วนใหญ่ในเด็กโตและผู้ใหญ่อาการจะไม่รุนแรง แต่สามารถเป็นแหล่งแพร่เชื้อได้ สำหรับเด็กเล็กควรรับการฉีดวัคซีนเมื่อมีอายุ 2, 4, 6, และ 18 เดือนตามลำดับ พร้อมฉีดกระตุ้นอีกครั้งระหว่างอายุ 4-6 ปี และต่อไปทุกๆ 10 ปี
วัคซีนป้องกันโรคโปลิโอชนิดกิน โรคโปลิโอเกิดจากเชื้อไวรัสโปลิโอ ผู้ติดเชื้อจะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนปวกเปียก ซึ่งโปลิโอเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้เกิดความพิการในเด็ก ดังนั้น เด็กเล็กทุกคนจึงควรได้รับวัคซีนโปลิโอในช่วงอายุ 2, 4, 6, 18 เดือน และในช่วง 4-6 ปีตามลำดับ
วัคซีนป้องกันโรคหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม หลังจากที่ให้วัคซีนหัด-หัดเยอรมัน-คางทูม จำนวน 2 ครั้งในเด็กไทยอายุ 9-12 เดือน และ 4-6 ปี พบว่า จำนวนเด็กที่ป่วยด้วยโรคหัด หัดเยอรมัน และคางทูม ลดลงอย่างมาก ดังนั้น เด็กโตและผู้มีอายุ 15 – 25 ปี ที่ไม่แน่ใจว่า ได้รับวัคซีนครบ 2 เข็มหรือไม่ ควรรีบไปรับวัคซีนเพิ่ม
วัคซีนป้องกันโรคตับอักเสบบี เป็นวัคซีนชนิดแรกในการป้องกันมะเร็งตับและโรคตับแข็ง ทำได้โดยฉีดเข้ากล้ามเนื้อจำนวน 3 เข็ม ตอนแรกเกิด, อายุ 1-2 เดือน และอายุ 6-12 เดือนตามลำดับ ปัจจุบันวัคซีนตับอักเสบบีมีประสิทธิภาพสูงมาก อาจจะไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเลือดเพื่อหาหญิงมีครรภ์ที่เป็นพาหะของตับอักเสบบีอีกต่อไป สำหรับบุคคลทั่วไปควรพิจารณาฉีดวัคซีนตับอักเสบบี โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อสมาชิกในครอบครัวหรือคู่สมรสเป็นพาหะ หรือเป็นโรคตับอักเสบบี และควรตรวจเลือดก่อน เพื่อดูว่ามีภูมิคุ้มกันหรือเป็นพาหะของโรคหรือไม่
วัคซีนป้องกันโรคไข้สมองอักเสบเจอี โรคไข้สมองอักเสบเจอีเป็นโรคติดเชื้อที่มียุงเป็นพาหะ พบได้บ่อยในเด็กแถบเอเชียรวมถึงประเทศไทย โดยเฉพาะทางภาคเหนือ ผู้ป่วยจะมีอาการไข้ ซึม และอาจมีอาการชัก อาจรุนแรงจนถึงขั้นทำให้ผู้ป่วยเสียชีวิต หรือมีความพิการทางสมองตามมา ดังนั้น จึงฉีดวัคซีนในเด็กอายุ 1-2 ปีขึ้นไป จำนวน 3 ครั้ง โดยให้เข็มที่ 2 และ 3 ห่างจากเข็มแรก 1 เดือน และ 1 ปีตามลำดับ
จากเทคโนโลยีล่าสุดได้มีการค้นคว้าพัฒนา วัคซีนไอพีดี หรือวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อนิวโมคอคคัสรุนแรง ซึ่งประกอบด้วยโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ โรคติดเชื้อในกระแสเลือด โรคหูน้ำหนวก และโรคปอดอักเสบชนิดรุนแรง ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญอันดับต้นๆ ของการเสียชีวิตของเด็กเล็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ขวบทั่วโลก
รวมทั้งมีผู้ป่วยเด็กที่ป่วยเป็นโรคติดเชื้อไอพีดีแล้วจำนวนมากที่เกิดอาการพิการทางสมองและระบบประสาท ซึ่งอาจทำให้มีความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว การสูญเสียการทำงานของระบบสั่งการ ลมชัก และการผิดปกติทางด้านสติปัญญาอีกด้วย
แม้ว่าโรคติดเชื้อไอพีดีและโรคปอดบวมจากเชื้อนิวโมคอคคัสจะพบไม่มากนัก และสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะร่วมกับวิธีทางการแพทย์อื่นๆ แต่ปัจจุบันพบว่า ปัญหาในการรักษาที่สำคัญคือ เชื้อดื้อยา เนื่องจากเชื้อมีการพัฒนาให้ทนต่อยามากขึ้น ทำให้การรักษาทำได้ยากขึ้น
อย่างไรก็ตาม วิธีป้องกันการติดเชื้อในเบื้องต้นอย่างง่ายๆ ซึ่ง พ.อ.พญ.ฤดีวิไล สามโกเศศ เลขาธิการสมาคมโรคติดเชื้อในเด็กแห่งประเทศไทยได้แนะนำไว้ คือ การให้ทารกดื่มนมแม่ เพราะในนมแม่มีภูมิคุ้มกันโรคต่างๆ ฝึกให้ลูกน้อยล้างมือเป็นกิจวัตร การสร้างสุขอนามัยที่ดีให้เกิดขึ้นในบ้าน ให้เด็กหลีกเลี่ยงการสัมผัสกับคนที่เป็นไข้หวัดหรือป่วย รวมทั้งหมั่นดูแลสุขภาพร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ
ที่มา: บางกอกทูเดย์ วันที่ 24 พ.ย. 2551, วัคซีนในเด็ก...การลงทุนที่คุ้มค่า
|