|
คุณคิดอย่างไรกับไอศกรีมนมแม่
หลังจาก พีต้า-องค์กรพิทักษ์สิทธิสัตว์ชื่อดังของโลก ได้ส่งจดหมายถึงบริษัทผู้ผลิตไอศกรีม เบน แอนด์ เจอรี่ ในประเทศสหรัฐอเมริกา ซึ่ง…. เพื่อเรียกร้องให้ใช้น้ำนมแม่ในการผลิตไอศกรีมแทนน้ำนมวัว โดยให้เหตุผลว่า การนำนมแม่มาทำเป็นไอศกรีมช่วยลดความเจ็บปวดของวัว รวมทั้ง ผู้บริโภคจะได้ทานไอศกรีมที่ดีต่อสุขภาพ หลายคนอาจรู้สึกว่า ความคิดนี้ช่างพิสดารเหลือเกิน…แต่มันก็ไม่ได้พิสดารเกินไปกว่าการที่มนุษย์นำน้ำนมจากสัตว์อื่นมาบริโภคแน่ๆ
ขณะที่บริษัทเบนแอนด์เจอรี่ยังอึ้งๆ กับแนวคิดนี้ และสงสัยว่า จะนำน้ำนมจากไหนมาผลิตไอศกรีมในอุตสาหกรรมไอศกรีมได้ เพราะการจะผลิตไอศกรีมให้ได้สัก 1 แกลลอนต้องใช้น้ำนมถึง 5.5 กิโลกรัมทีเดียว ฮันส์ ล็อกเกอร์ เจ้าของร้านอาหาร Strochen แห่งเมืองวินเทอร์เทอร์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์กลับออกมาประกาศว่า เขากำลังเตรียมเสิร์ฟอาหารสูตรเด็ดของท้องถิ่น เช่น สตู ซุป และซอสต่างๆ ที่ใช้น้ำนมแม่เป็นส่วนผสมสำคัญอย่างน้อย 75 เปอร์เซ็นต์ ด้วยการลงโฆษณาหาผู้บริจาคน้ำนมซึ่งจะได้รับค่าตอบแทน 3 ปอนด์ต่อน้ำนม 14 ออนซ์ เพื่อการนี้ ล่าสุด เทรซี่ เรแมน รองประธานบริหารพีต้า ได้เขียนจดหมายถึง เบน แอนด์ เจอรี่ อีกครั้ง ใจความสำคัญในจดหมายฉบับนี้ นอกจากจะย้ำเตือนถึงอันตรายต่อสุขภาพของผู้บริโภค จากการนำน้ำนมวัวมาทำไอศกรีมแล้ว ยังได้อ้างถึงปฏิกิริยาของ ดร.เบนจามิน สปอร์ก ผู้มีบทบาทสำคัญในศูนย์เด็กเล็ก ประเทศสหรัฐอเมริกา ที่ได้แสดงท่าทีต่อต้านการบริโภคน้ำนมวัวอย่างชัดเจน โดยให้เหตุผลว่า น้ำนมวัวอาจทำให้ให้เด็กๆ เป็นโรคโลหิตจาง ภูมิแพ้ และเบาหวานในเด็ก อีกทั้งในระยะยาวยังสามารถทำให้เด็กเป็นโรคหัวใจและอ้วนได้ด้วย ซึ่งล้วนเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับต้นๆ ของคนอเมริกันทีเดียว
ทั้งยังแสดงให้เห็นถึงสถานการณ์อันเลวร้ายที่เกิดกับแม่วัวและลูกวัวที่อยู่ในระบบอุตสาหกรรมนมมานาน ด้วยว่า จะเป็นประโยชน์กับสัตว์เหล่านี้มากหาก เปลี่ยนมาใช้น้ำนมแม่ทำไอศกรีมแทนน้ำนมวัว โดยชี้ให้เห็นว่า วัวตัวเมียมีธรรมชาติที่ไม่แตกต่างไปจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่นๆ ที่จะผลิตน้ำนมในระหว่างและหลังตั้งท้อง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นจากอุตสาหกรรมนมคือ วัวเพศเมียจะถูกทำให้ ตั้งท้องทุกๆ 9 เดือนเพื่อให้สามารถผลิตน้ำนมได้ต่อเนื่อง
หลายปีที่ผ่านมา แม่วัวต้องตกอยู่ในสถานการณ์ที่ย่ำแย่ มีชีวิตอยู่เพื่อผลิตน้ำนมในปริมาณที่มากกว่าที่ควรจะเป็นตามธรรมชาติถึง 10 เท่า ส่วนลูกวัวตัวไหนที่ไม่สามารถผลิตน้ำนมได้ ก็จะถูกนำไปทำแฮมเบอร์เกอร์หรือไม่ก็ซุปในที่สุด …และนี่คือชะตากรรมของวัวเพศแม่ ส่วนวัวเพศผู้ ที่ไม่สามารถผลิตน้ำนมได้นั้น สิ่งที่พวกมันต้องเผชิญคือ การถูกแยกจากแม่ทันทีหลังลืมตาดูโลก และถูกขายให้แก่ฟาร์มเพาะพันธุ์เนื้อลูกวัว ซึ่งมันจะถูกขังไว้ในคอกเล็กๆ ที่ไม่สามารถแม้แต่จะหมุนตัวได้ ตลอดระยะเวลา 14-17 สัปดาห์ ก่อนจะถูกส่งไปยังโรงงานผลิตเนื้อลูกวัว ซึ่งแน่นอนว่าโรงงานผลิตเนื้อลูกวัวจะไม่สามารถอยู่ได้หากไม่มีอุตสาหกรรมผลิตภัณฑ์นม เรแมนปิดท้ายจดหมายฉบันนี้ว่า นมแม่คือสิ่งดีที่สุด แล้วทำไมคุณไม่มอบสิงที่ดีที่สุดแก่แม่วัวและลูกของมันด้วยการหยุดการกระทำอันเลวร้ายนี้ และหันมาส่งเสริมสุขภาพให้แก่ผู้บริโภคด้วยการเปลี่ยนจากไอศกรีมน้ำนมวัวมาเป็นน้ำนมแม่แทน แม้ว่าวันนี้ เราจะยังไม่รู้ว่าสถานการณ์ไอศกรีมจากน้ำนมแม่จะเป็นเช่นไรต่อไป แต่สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้เรารู้ว่า น้ำนมแม่คือสิ่งที่ดีที่สุดสำหรับทุกคน และไม่ใช่เรื่องเฉพาะแม่กับลูกอีกต่อไป หากแต่ยังรวมถึงสรรพสัตว์ต่างๆ เช่น วัวและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอีกหลายล้าน เจ้าหน้าที่พิทักษ์สัตว์ เจ้าของบริษัทไอศกรีม เจ้าของร้านอาหาร และทุกๆ คนที่อยู่ร่วมในสังคมโลกแห่งนี้ด้วย
...แล้วคุณละ คิดอย่างไรกับเรื่องนี้ ?
ขอขอบคุณ บทความจากเรื่อง "Breast milk ice cream in Switz Restaurant"
ผู้แปล คุณแม่โอ๋ (รัตนา พงษ์วานิชอนันต์)
Add as favourites (1) | Quote this article on your site | Views: 993
ขอแสดงความเสียใจด้วยค่ะ ต้องเป็นสมาชิกเท่านั้นค่ะ จึงสามารถใช้งานได้. กรุณา Log in หรือ กรุณาลงทะเบียนก่อนค่ะ. Powered by AkoComment Tweaked Special Edition v.1.4.6 AkoComment © Copyright 2004 by Arthur Konze - www.mamboportal.com All right reserved |