|
โรคหวัด
น้องจิ๊บอายุ 5 เดือน ติดหวัดจากพี่สาววัย 3 ขวบซึ่งได้รับเชื้อจากเพื่อนที่โรงเรียน น้องจิ๊บมีไข้ น้ำมูกใสอยู่ 2 วัน ตอนนี้ไม่มีไข้แล้วแต่ยังมีน้ำมูกข้นเขียวครืดคราดในจมูก คุณแม่พามาตรวจเพราะกลัวว่าน้ำมูกจะลงปอด และไม่แน่ใจว่าลูกต้องทานยาปฏิชีวนะหรือไม่
โรคหวัดเป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยที่สุด มักเป็นในเด็กเล็กและเด็กวัยอนุบาล เนื่องจากในเด็กเล็กยังมีการสร้างระบบภูมิคุ้มกันด้วยตัวเองไม่สมบูรณ์ ภูมิคุ้มกันที่มีอยู่ในร่างกายส่วนใหญ่เป็นชนิดที่ได้รับถ่ายทอดมาจากแม่ผ่านทางรกตั้งแต่อยู่ในครรภ์ซึ่งจะลดลงเรื่อยๆจนต่ำสุดที่อายุประมาณ 4-6 เดือน ดังนั้นเด็กที่ไม่ได้ดื่มนมแม่อาจเริ่มมีอาการเจ็บป่วยในช่วงวัยนี้หากได้รับเชื้อ ( ส่วนเด็กที่ดื่มนมแม่ จะได้รับภูมิคุ้มกันผ่านทางน้ำนม จึงมีความแข็งแรงมากกว่า ) ส่วนเด็กวัยอนุบาลมีอาการเจ็บป่วยเป็นหวัดได้บ่อยเนื่องจากมีการแพร่กระจายจากเด็กคนอื่นภายในห้องเรียน
โรคติดต่อโดยการหายใจละอองฝอยจากการไอจาม สัมผัสกับสารคัดหลั่ง ( น้ำมูก น้ำลาย ) จากผู้ป่วยโดยตรงหรือสัมผัสกับของเล่นที่เปื้อนสารคัดหลั่ง แล้วเอามือเข้าปาก หรือป้ายที่จมูก ตา
สาเหตุของโรคหวัดส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งอาการของโรคมักไม่รุนแรงและอาจมีอาการได้หลายระบบในร่างกาย เช่น มีไข้ คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอ เจ็บคอ เสียงแหบ ร่วมกับอาการอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ตาแฉะมีขี้ตา มีแผลในปากลักษณะเหมือนแผลร้อนใน หรือมีผื่นตามตัว อาการเจ็บคอมักไม่รุนแรงอาจเพียงคันหรือระคายเคืองซึ่งต่างจากการติดเชื้อแบคทีเรีย ที่มักจะมีอาการรุนแรงมากและเป็นที่อวัยวะใดอวัยวะหนึ่งเป็นสำคัญ เช่น เจ็บคออย่างเดียว แต่จะมีอาการเจ็บคอมากและตรวจร่างกายพบว่ามีคอแดงจัดหรือเป็นหนอง เยื่อแก้วหูแดงชัดเจน เด็กมีอาการทั่วไปไม่ดี เช่น ไม่เล่น ซึม งอแง หงุดหงิด ไม่ทานอาหาร
ภาวะแทรกซ้อนของโรคหวัดคือ การติดเชื้อแบคทีเรีย การเป็นหูชั้นกลางอักเสบ (อ่าน"หูชั้นกลางอักเสบ”) ไซนัสอักเสบ (อ่าน"ไซนัสอักเสบ") และปอดอักเสบ (อ่าน "ปอดอักเสบ") ควรสงสัยว่าผู้ป่วยมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้นเมื่อผู้ป่วยมีอาการแย่ลงหรือมีไข้สูงขึ้น ส่วนการเปลี่ยนสีของน้ำมูกและเสมหะเป็นสีเหลืองหรือสีเขียว ขณะที่อาการอย่างอื่นดีขึ้นและหายจากการเป็นหวัดภายใน 10 วัน ไม่จัดว่าเป็นการติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน จึงไม่ควรให้ยาปฏิชีวนะ ( ยาฆ่าเชื้อ ) เนื่องจากไม่มีประโชน์ทั้งในแง่การลดความรุนแรงของโรค ไม่ได้ทำให้ผู้ป่วยหายเร็วขึ้น หรือลดภาวะแทรกซ้อนต่างๆ และการใช้ยาปฏิชีวนะที่เกินความจำเป็นก่อให้เกิดปัญหาเชื้อดื้อยามากขึ้น จนต้องใช้ยาที่แรงและแพงมากขึ้น หรือบางครั้งอาจไม่มียาที่กำจัดเชื้อได้ หรือมีการติดเชื้อราซึ่งเป็นเชื้อฉวยโอกาสเนื่องจากยาที่มีฤทธิ์ครอบครองเชื้อมากเกินไปทำลายเชื้อแบคทีเรียที่ดีในร่างกายจึงไม่มีตัวยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อราซึ่งเป็นเชื้อฉวยโอกาส หากลูกเป็นหวัด คุณแม่ให้การดูแลเบื้องต้นดังนี้ แต่ควรพาลูกพบหมอ หากสงสัยว่าลูกมีภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น
การรักษา
· การลดไข้โดยการใช้ยาลดไข้และเช็ดตัว (อ่านวิธีการลดไข้ใน"ภาวะชักจากไข้สูง")
· หากลูกไม่มีไข้ ควรรักษาร่างกายลูกให้อบอุ่นเพียงพอ ไม่นอนตากแอร์หรือตากพัดลม หรือเปิดแอร์เย็นเกินไปเพราะจะทำให้ความชื้นในอากาศน้อยเกินไป เยื่อบุทางเดินหายใจจะแห้งมากจนมีอาการจมูกบวมมากขึ้นและไอมากขึ้น ให้ลูกดื่มน้ำอุ่น ( อุณหภูมิเดียวกับร่างกาย ) จำนวนมากๆ ไม่ดื่มน้ำเย็น น้ำแข็ง ไอศครีมเพราะจะทำให้จมูกบวม น้ำมูกไหลและไอมากขึ้น อาจใช้บาล์มเมนโทลาทัมทาที่เสื้อผ้าหรือใช้น้ำมันยูคาลิปตัสหยดเพราะไอระเหยจากสารเหล่านี้ช่วยให้จมูกโล่งขึ้น หายใจได้สะดวกขึ้น จัดให้ลูกนอนคว่ำเพราะจะทำให้น้ำมูกไม่ไหลลงคอกระตุ้นให้ไอมาก จนนอนไม่ได้ จัดให้ลูกนอนศีรษะสูงเพื่อให้การไหลเวียนเลือดออกจากจมูกง่ายขึ้น ช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก
· ในกรณีที่มีเสมหะมาก การงดดื่มนมวัวเปลี่ยนไปทานนมถั่วเหลือง หรือการเจือจางนมวัว อาจช่วยให้จำนวนเสมหะน้อยลงหรือเหนียวน้อยลงได้
· ให้พักผ่อนนอนมากๆ ไม่ไปโรงเรียน เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อให้ผู้อื่นและไม่ไปรับเชื้อเพิ่มเติมมาจากเด็กป่วยอื่น และพักได้เต็มที่ ไม่นอนดึกเพราะจะทำให้ร่างกายอ่อนแอมากขึ้น ส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นภายใน 2-10 วัน
· หากมีน้ำมูกมากทำให้หายใจลำบากและเด็กสั่งน้ำมูกไม่เป็น ให้ใช้น้ำเกลือ (0.9%NSS) ซึ่งมีขายตามร้านขายยา อุ่นเล็กน้อย โดยเทใส่ภาชนะขนาดเล็กแล้ววางแช่ในแก้วน้ำอุ่น หยดเข้ารูจมูกข้างละ 2-3 หยด จะช่วยทำให้คราบน้ำมูกนิ่มจนคุณแม่เขี่ยออกได้ง่าย หรือหลุดออกมาได้ง่ายเวลาเด็กมีอาการจาม ทำให้ลูกหายใจได้สะดวกขึ้น หรืออาจใช้ที่ดูดน้ำมูกที่เป็นลูกยางแดงดูดออก ในบางกรณีหมออาจสอนให้ล้างจมูกลูกด้วยน้ำเกลืออุ่นโดยการใช้หลอดฉีดยาถอดเข็มออก ฉีดน้ำเกลือ 3-5 ซีซี พ่นเร็วๆเข้าในรูจมูก ในท่าเด็กตัวตั้งและก้มหน้าเล็กน้อย จะช่วยให้น้ำมูกหลุดออกมาทางจมูกอีกข้างหนึ่ง หรือลงคอ ไหลออกมาทางปากหรือกลืนลงไปเลย จะช่วยให้อาการครืดคราดในจมูกลดลง
· ไม่ควรใช้ยาปฏิชีวนะเอง ควรปรึกษาหมอเพื่อตรวจดูว่ามีข้อบ่งชี้ในการใช้ยาหรือไม่ และหมอจะเป็นผู้พิจารณาเลือกยาที่เหมาะสม หากจำเป็นต้องใช้ยา ต้องใช้ให้ครบตามกำหนดเสมอ ไม่หยุดใช้ยาทันทีที่เห็นว่าอาการดีขึ้น เพื่อป้องกันปัญหาโรคไม่หายขาดเนื่องจากได้ยาไม่ครบ หรือปัญหาเชื้อดื้อยาภายหลัง ยกเว้นกรณีที่ได้รับยาปฏิชีวนะนาน 3-4 วันแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หมอจะประเมินดูว่าเกิดจากเชื้อแบคทีเรียชนิดดื้อยาหรือที่จริงแล้วเป็นการติดเชื้อโรคอื่นที่ไม่ใช่แบคทีเรีย เพื่อพิจารณาเปลี่ยนยาหรือหยุดยาเดิมโดยไม่ต้องรอให้ทานยาจนครบ
· คุณแม่อาจใช้ยาเหล่านี้เป็นการรักษาตามอาการ จะช่วยบรรเทาอาการคัดจมูก น้ำมูกไหล และไอที่รบกวนการดื่มนมและการนอนของลูก ซึ่งเป็นการใช้ตามอาการ จึงหยุดได้เมื่อไม่มีอาการ
- ยาลดน้ำมูก แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ
1. ชนิดที่มีฤทธิ์ง่วงนอน (แต่เด็กบางคนอาจทำให้กระวนกระวาย หงุดหงิด ตื่นเต้น นอนไม่หลับ) ช่วยให้น้ำมูกแห้ง แต่มีผลข้างเคียงทำให้เสมหะเหนียวขึ้น ดังนั้นต้องดื่มน้ำมากๆ เพื่อไม่ให้เสมหะเหนียวติดอยู่ในคอ และไม่แนะนำให้ใช้ในเด็กเล็กต่ำกว่า 6 เดือน ได้แก่
Diphenhydramine (ไดเฟนไฮดรามีน) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 3-4 ครั้ง
Chlorpheniramine (คลอร์เฟนนิรามีน) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 3-4 ครั้ง
Brompheniramine (บรอมเฟนนิรามีน) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 3-4 ครั้ง
Dimetapp, Actifed มีส่วนผสมของยาลดน้ำมูกร่วมกับยาลดอาการคัดจมูก ขนาดยา 2.5 ซีซี /10กก. วันละ 3-4 ครั้ง
2. ชนิดที่ไม่ง่วงนอน หรือง่วงน้อย ไม่ทำให้เสมหะเหนียวขึ้น ได้แก่
Loratadine (ลอราทาดีน) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 1 ครั้ง
Cetirizine (เซทเทอริซีน) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 1 ครั้ง
Clarinase มีส่วนผสมของ Loratadine และยาลดคัดจมูก ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10 กก. วันละ 1-2 ครั้ง·
- ยาลดอาการคัดจมูก คือ
Pseudoephredrine (ซูโดเอฟฟริดรีน) เป็นยาควบคุม จำหน่ายในโรงพยาบาลเท่านั้นเพื่อป้องกันการนำไปใช้ผลิตยาผิดกฏหมาย ผลข้างเคียงคือ อาจมีอาการหงุดหงิด ใจสั่น ตื่นเต้น นอนไม่หลับ (แต่เด็กบางคนอาจง่วงนอน) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 2-3 ครั้ง·
ยาหยดจมูก Iliadin ออกฤทธิ์เฉพาะที่ลดอาการคัดจมูก วิธีใช้โดยการหยดเข้ารูจมูกข้างละ 1 หยด (เด็กเล็ก) โดยนอนหงายแหงนหน้าเล็กน้อย ไม่แนะนำการใช้โดยไม้พันสำลีจุ่มแล้วเช็ดจมูก เนื่องจากไม่ได้ผล หยดก่อนดูดนมหรือก่อนนอน 15-20 นาที จมูกจะได้โล่งทำให้ดูดนมหรือนอนได้ดีขึ้น ถ้ายังไม่โล่งอาจหยดซ้ำได้อีก 1 ครั้งใน 5-10 นาทีต่อมา หรือแบบพ่นเข้าจมูก (ใช้ได้ในเด็กโต อายุมากกว่า 6 ปี) ใช้ได้วันละ 3-4 ครั้ง ผลข้างเคียงคือ มีอาการคัดจมูกมากขึ้นเมื่อหยุดใช้หากใช้ต่อเนื่องนานเกิน 5 วัน
- ยาละลายเสมหะ ช่วยให้เสมหะเหนียวน้อยลง ทำให้ไอเอาเสมหะที่อุดตันทางเดินหายใจออกมาได้ง่ายขึ้น ถึงแม้เด็กจะบ้วนเสมหะออกไม่เป็น แต่จะกลืนเสมหะลงคอและหลอดอาหาร ทำให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น ได้แก่ ยา Carbocystein (Rhinathiol, Flemex) , Ambroxol (Mucosolvan) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 3-4 ครั้ง
- ยาขับเสมหะ ทำให้เสมหะเจือจางลง ลดอาการระคายเคืองทางเดินหายใจ ไอเอาเสมหะออกได้ง่ายขึ้น เช่น ยา Guaifenesin (Robitussin) ขนาดยา 2.5 ซีซี / 10กก. วันละ 3-4 ครั้ง
· ในกรณีที่ตาอักเสบมีขี้ตา ให้ใช้สำลีผ่านการฆ่าเชื้อชุบน้ำต้มสุกที่เย็นแล้วเช็ดจากหัวตาไปหางตาเพื่อเอาขี้ตาออก และใช้ยาปฏิชีวนะชนิดหยอดตาเช่น ยาหยอดตาคลอแรมเฟนิคอลหรือโพลีมัยซินบี หยดวันละ 3-4 ครั้ง เพื่อป้องกันการติดเชื้อแบคทีเรียที่ตา
· ในกรณีที่มีเสียงแหบ ให้งดการใช้เสียงดัง การตะโกน อาการเสียงแหบจะดีขึ้นภายใน 1-2 สัปดาห์
· ในกรณีที่มีอาเจียน ปวดท้อง ถ่ายเหลว ให้การดูแลรักษาเช่นเดียวกับกรณีเป็นโรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ (อ่าน "โรคกระเพาะอาหารและลำไส้อักเสบ")
การป้องกัน
· ไม่ทานอาหารหรือดื่มน้ำร่วมกับผู้ป่วย
· ล้างมือทุกครั้งก่อนทานอาหารหรือเอามือเข้าปาก จับจมูก หรือตา เพราะมืออาจไปจับน้ำมูก น้ำลายของผู้ป่วย หรือจับสิ่งของที่มีเชื้อโรคเกาะติดอยู่
· นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอกับความต้องการของร่างกายในแต่ละวัย หากพักผ่อนน้อยร่างกายทรุดโทรม ทำให้ไม่สบายได้ง่าย ทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ การทานผักผลไม้ที่มีวิตะมินซีจะช่วยป้องกันการเป็นหวัด ออกกำลังกายเป็นประจำ อย่างน้อยอาทิตย์ละ 3 ครั้ง (ในเด็กเล็กให้พาวิ่งเล่นหรือขี่จักรยานในสวนหรือที่กว้าง หรือฝึกว่ายน้ำ ในเด็กโตให้ฝึกตีแบด ตีเทนนิส วิ่งจ๊อคกิ้ง เต้นแอโรบิค กระโดดเชือก เป็นต้น)
· หลีกเลี่ยงการพาลูกไปบริเวณที่มีคนแออัด เช่น ห้างสรรพสินค้า สวนสนุกเด็กเล่น บ้านบอล
· ให้ลูกดื่มนมแม่ให้นานที่สุด
· ฉีดวัคซีนป้องกันเชื้อแบคทีเรีย S.pneumoniae, H.influenza เพื่อลดโอกาสติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
ในกรณีของน้องจิ๊บ หมอตรวจดูแล้วพบว่าน้องจิ๊บมีอาการจมูกบวมเล็กน้อย แต่คอหอย เยื่อแก้วหูไม่แดง และเสียงปอดเป็นปกติดีจึงแนะนำให้คุณแม่ใช้วิธีล้างจมูกด้วยน้ำเกลือและทานยาละลายเสมหะ อีก 2-3 วันต่อมาอาการของน้องจิ๊บก็ดีขึ้น
|