|
ชักจากไข้สูง (FEBRILE CONVULSION)
คุณแม่พาน้องแบม วัย 2 ขวบ มาที่ห้องฉุกเฉิน เนื่องจากมีอาการชักเกร็ง ตาค้างนานประมาณ 1 นาทีและหยุดชักเอง หมอตรวจพบว่าน้องแบมมีไข้สูง 40°C คุณแม่เล่าว่าช่วงเช้าลูกยังไม่มีอาการผิดปกติใดๆ แต่ช่วงเย็นเริ่มมีไข้ขึ้นโดยที่ยังทานได้เล่นได้ ตั้งใจว่าหลังลูกทานข้าวจะป้อนยาลดไข้แต่ลูกก็มีอาการชักเสียก่อน คุณแม่ตกใจมากกับอาการชักของลูก กลัวว่าการชักจะทำให้ลูกมีปัญหาความผิดปกติทางสมองตามมา
การชักคือ อาการเกร็ง ตาค้าง แขนขาบิดหรือกระตุก อาจมีน้ำลายฟูมปาก อุจจาระปัสสาวะราด ตัวคล้ำปากเขียว โดยที่ผู้ป่วยจะเสียการรู้สึกตัวขณะที่มีอาการ ที่เกิดจากภาวะไข้สูง (มากกว่า 39°C หรือ 102°F)
เกิดขึ้นในเด็กบางคน พบได้ประมาณร้อยละ 2-4 ในเด็กที่มีช่วงอายุ 6 เดือนถึง 4 ปี เนื่องจากเป็นช่วงอายุที่เซลสมองมีความไวต่อความร้อนที่เพิ่มขึ้นสูง มักเป็นในกรณีที่ไข้ขึ้นสูงแบบเฉียบพลัน ไม่ค่อยพบว่าชักในกรณีที่ไข้ขึ้นสูงแบบค่อยเป็นค่อยไป ดังนั้นจึงพบว่าผู้ป่วยมักมีอาการชักในวันแรกของไข้ พบว่าอาจเป็นเรื่องของพันธุกรรม คือ พ่อหรือแม่เคยชักแบบนี้เมื่อตอนเป็นเด็ก การชักจากไข้สูงที่ไม่นานเกิน 15 นาที ไม่ทำให้สมองได้รับความเสียหาย แต่หากชักนานเกิน 15 นาทีจะมีปัญหาสมองบวมจากการขาดออกซิเจนทำให้มีความเสียหายที่สมองแบบถาวร
เมื่อคุณแม่พาลูกมาถึงโรงพยาบาล ส่วนใหญ่มักหยุดชักมาแล้ว หมอจะฉีดยากันชัก Phenobarbital เข้ากล้ามเนื้อ การฉีดยา 1 เข็มจะครอบคลุมอาการไม่ให้ชักได้นาน 3 วัน เพื่อไม่ให้ชักอีกในช่วงที่ยังมีไข้อยู่ เพราะอาจมีไข้อยู่นานหลายวัน แล้วแต่สาเหตุของไข้ ส่วนในรายที่ยังมีอาการชักอยู่ขณะมาถึงโรงพยาบาล หมอและพยาบาลจะประเมินระบบทางเดินหายใจว่ามีภาวะการอุดกั้นจากการสูดสำลักน้ำลายหรือสิ่งแปลกปลอมหรือไม่ ให้ดมแก๊สออกซิเจนเพื่อให้มีออกซิเจนไปเลี้ยงสมองได้เพียงพอ รีบเช็ดตัวลดไข้ ขณะเดียวกันจะให้ยา Diazepam (Valium) แบบฉีดเข้าทางทวาร ทำให้ผู้ป่วยหยุดชักได้ทันที ซึ่งโดยมากหลังจากได้ยาแล้วผู้ป่วยจะหลับไป
ขณะให้ยาหมอจะเฝ้าระวังไม่ให้มีปัญหาหยุดหายใจ ความดันเลือดต่ำ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยา
หมอจะทำการซักประวัติอาการเจ็บป่วยและตรวจร่างกายโดยละเอียดเพื่อหาสาเหตุที่ทำให้มีไข้และวางแผนการรักษาที่เหมาะสมทั้งการรักษาที่ต้นเหตุของไข้และการดูแลไม่ให้เกิดอาการชักอีกในการเจ็บป่วยครั้งนี้และและประเมินความเสี่ยงการมีโอกาสชักซ้ำในการมีไข้สูงครั้งต่อไป
หากตรวจร่างกายในเบื้องต้นไม่พบสาเหตุของไข้ หมอจะทำการตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อช่วยในการวินิจฉัยโรค แต่หากการตรวจร่างกายทางระบบประสาทพบว่าผู้ป่วยมีอาการค่อนข้างซึมหรือคอแข็ง หรือเป็นการชักครั้งแรกในเด็กที่อายุน้อยกว่า 18 เดือนที่ไม่พบสาเหตุของไข้ที่ชัดเจน หมออาจต้องพิจารณาเจาะหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลังมาตรวจดูว่ามีการติดเชื้อหรือไม่ หากพบว่ามีการติดเชื้อ หมอจะไม่วินิจฉัยว่าเป็นภาวะชักจากไข้สูง แต่เป็นการชักจากการติดเชื้อที่สมอง หรือเยื่อหุ้มสมอง (เป็นโรคไข้สมองอักเสบหรือโรคเยื่อหุ้มสมองอักเสบ) ซึ่งอาจส่งผลให้มีปัญหาพัฒนาการผิดปกติต่อมาภายหลัง ส่วนการส่งตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองหรือการตรวจภาพคอมพิวเตอร์สมอง หมอจะพิจารณาทำในรายที่สงสัยว่าชักจากสาเหตุอื่น เช่น โรคลมชัก โรคเนื้องอกสมอง หรือโรคความผิดปกติของสมองแต่กำเนิด
การเจาะหลังเพื่อนำน้ำไขสันหลังออกมาตรวจเป็นวิธีที่ไม่ยุ่งยากและน่ากลัวอย่างที่คิด เพราะหมอจะซักประวัติและตรวจร่างกายอย่างละเอียดเพื่อดูว่าไม่มีข้อห้ามที่เป็นอันตรายจากการเจาะหลัง คือไม่มีภาวะความดันสูงในสมอง ไม่มีภาวะเลือดออกง่าย ไม่มีการติดเชื้อผิวหนังบริเวณที่จะเจาะ หมอจะทำการฉีดยาชาก่อน จะรู้สึกเจ็บนิดเดียวตอนฉีดยาชา แล้วใช้เข็มขนาดเล็กมาก เล็กกว่าเข็มเจาะเลือดเสียอีก ค่อยๆใส่เข็มเข้าไปที่ช่องว่างระหว่างข้อกระดูกสันหลังจนได้น้ำออกมาตรวจ โดยใช้เพียงจำนวนเล็กน้อย หลังจากดึงเข็มออกเพียงกดตรงตำแหน่งรูเข็มเพื่อห้ามเลือดนานประมาณ 2-3 นาที หลังจากทำเสร็จแล้วผู้ป่วยสามารถมีการเคลื่อนไหวได้ตามปกติ
ผู้ป่วยบางรายชักจากไข้สูงเพียงครั้งเดียวตลอดชีวิต แต่บางคนมีโอกาสชักซ้ำได้อีกหากมีไข้สูงอีก ซึ่งได้แก่เด็กที่มีลักษณะดังต่อไปนี้ ในรายที่มีโอกาสชักซ้ำหมอจะให้ยากันชักเพื่อป้องกันเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนาน 2 ปี
· รายที่เป็นครั้งแรกตอนอายุน้อยกว่า 1 ปี
· เป็นเด็กที่มีปัญหาทางสมองอยู่เดิม เช่น มีขนาดสมองเล็กผิดปกติ หรือมีพัฒนาการช้า
· เป็นการชักซ้ำภายใน 1 ปี
· ชักต่อเนื่องนานเกิน 15 นาที
· ตรวจพบความผิดปกติของระบบประสาทหลังการชัก
ยากันชักที่นิยมใช้เพื่อป้องกันการชักซ้ำ มี 2 แบบ คือ
1. Diazepam (Valium) ใช้เฉพาะเวลามีไข้ ขนาดยา 0.3 มก./กก./ครั้ง ทุก 8 ชม. ให้นานจนกว่าไข้จะลด ผลข้างเคียง คือ ง่วงซึม ทำให้สังเกตอาการได้ยาก ว่าเป็นการซึมจากการเจ็บป่วยหรือเป็นผลข้างเคียงของยา ข้อดีคือไม่ต้องทานยาทุกวันเวลาที่ไม่มีไข้ ข้อเสียคือหากลูกมีไข้ขึ้นแล้วไม่มีใครทราบ เช่น กลางดึก หรือ เป็นขณะอยู่ที่โรงเรียน ทำให้ไม่ได้รับยากันชักจึงอาจทำให้ชักได้อีก
2. Valproic acid (Depakine) ทานทุกวัน ขนาดยา 20 มก./กก./วัน แบ่งให้วันละ 2 ครั้ง ผลข้างเคียง คือ กดการทำงานของไขกระดูก และ ตับอักเสบ จึงต้องมีการตรวจวัดระดับยาในเลือด ตรวจการทำงานของไขกระดูกและตับเป็นระยะ
ข้อดีของการใช้ยาแบบทุกวันคือสามารถคุมอาการชักได้ดีกว่า เนื่องจากมียาอยู่ในเลือดตลอดเวลา
การปฏิบัติเมื่อลูกมีอาการชัก คือ ผู้ดูแลต้องควบคุมสติให้ดีและทำตามขั้นตอนดังนี้
1. ดูเวลา เพื่อทราบระยะเวลาของการชัก
2. อุ้มลูกไว้หรือจัดท่าบนพื้นให้หน้าตะแคงไปด้านข้าง เพื่อกันไม่ให้สำลักน้ำลายลงหลอดลม และไม่ให้ร่างกายได้รับบาดเจ็บขณะชัก ไม่ให้ผู้ไม่เกี่ยวข้องมามุงดูเพื่อให้มีอากาศถ่ายเท
3. ปลดเสื้อผ้าให้คลายตัว เพื่อสะดวกในการหายใจหรือการเช็ดตัว
4. ไม่ให้ยาลดไข้ชนิดรับประทานหรือน้ำดื่มขณะชัก เพราะอาจสำลัก แต่ให้ใช้ยาลดไข้พาราเซตามอลชนิดเหน็บทวารได้ (ไม่มีขายในประเทศไทย ส่วนใหญ่ซื้อส่วนตัวมาจากต่างประเทศ) ให้ทำการเช็ดตัวเพื่อลดไข้โดยเร็ว จะทำให้หยุดชักได้ เมื่อไข้ลดลง
5. ไม่ใส่นิ้วหรือของอื่นเข้าปากลูก เพราะนิ้วของผู้ใส่หรือปากและฟันของลูกอาจได้รับบาดเจ็บจากของแข็งและสำลักของนั้นลงหลอดลมได้ โดยมากขณะที่ชัก ลูกอาจมีการกัดฟันแต่มักจะไม่กัดลิ้นตัวเอง จึงไม่ต้องพยายามง้างปากลูก แต่หากมีสิ่งของอยู่ในปาก ให้ใช้นิ้วชี้เพียงนิ้วเดียวเข้าปากกวาดออกมา
6. หลังชัก ลูกอาจเพลียหลับ ให้จัดท่าตะแคงหน้าไว้ตลอด เพื่อป้องกันการสำลักน้ำลายในขณะที่ยังไม่รู้สึกตัว และรีบพาส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
ในรายของน้องแบม หมอตรวจพบสาเหตุของไข้ว่าเกิดจากภาวะหูชั้นกลางอักเสบ (อ่าน "หูชั้นกลางอักเสบ") ตรวจร่างกายทางระบบประสาทอยู่ในเกณฑ์ปกติดี จึงไม่จำเป็นต้องตรวจน้ำไขสันหลังถึงแม้จะเป็นการชักครั้งแรกก็ตาม หมอสั่งยาปฏิชีวนะฆ่าเชื้อ ยาลดไข้ ยาลดจมูกบวม และให้ยากันชัก Diazepam ทานช่วงที่ยังมีไข้ ให้กลับบ้านได้และนัดติดตามผลการรักษาภายใน 3 วัน วันรุ่งขึ้นไข้ลดลง เมื่อมาตรวจซ้ำพบว่าเยื่อแก้วหูเป็นปกติ หมอแนะนำให้ทานยาปฏิชีวนะต่อให้ครบ และอธิบายให้คุณแม่ทราบว่ารายของน้องแบมยังไม่จำเป็นให้ยากันชักเพื่อป้องกันการชักครั้งต่อไป ให้พยายามป้องกันไม่ให้มีไข้ขึ้นสูงในการเจ็บป่วยครั้งหน้า เช่นการใช้ยาลดไข้และเช็ดตัว และหากพบว่ายังมีภาวะชักจากไข้สูงอีกครั้งจึงจะให้ยากันชักแบบป้องกันต่อไป
ความรู้ทั่วไปเรื่องไข้
ไข้เป็นภาวะที่ร่างกายตอบสนองต่อเชื้อโรคหรือสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย โดยการหลั่งสารเคมีออกมาจากเซลเม็ดเลือดขาว ไปกระตุ้นสมองส่วนที่ควบคุมอุณหภูมิร่างกาย ให้ผลิตความร้อนออกมาเพื่อกำจัดสิ่งแปลกปลอม โดยทั่วไปเด็กจะมีอาการตัวร้อน หน้าแดงตัวแดง เนื่องจากเส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังขยายตัวเพื่อระบายความร้อน แต่เด็กบางคนอาจมีอาการปลายมือปลายเท้าเย็นและซีด ทำให้ดูไม่ออกว่ากำลังมีไข้สูง จนกว่าจะได้วัดอุณหภูมิแล้วจึงทราบ ดังนั้นการใช้มือสัมผัสที่ร่างกาย อาจทำให้เข้าใจไม่ถูกต้อง จึงควรใช้เครื่องมือวัดไข้ทุกครั้ง
รูปแบบของไข้ขึ้นกับชนิดของการติดเชื้อ เช่นการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออก มักเป็นไข้สูงลอยตลอดเวลา ถึงแม้รับประทานยาลดไข้มักไม่ค่อยลง ไข้มาลาเรีย มักมีอาการหนาวสั่นและมีไข้ทุก 2-3 วัน หูอักเสบหรือไซนัสอักเสบอาจมีไข้สูงเฉพาะกลางคืน แต่ช่วงเวลากลางวันอาจเพียงแค่มีตัวรุมๆ หรือไข้ต่ำๆ ดังนั้นการบอกให้หมอทราบถึงลักษณะของไข้ อาจช่วยให้หมอทราบถึงสาเหตุของไข้ง่ายขึ้น อย่างไรก็ดีการที่มีไข้สูงไม่ได้สัมพันธ์กับความรุนแรงของโรค เช่นการเป็นหวัดธรรมดา เด็กอาจมีไข้สูงได้ ขณะที่โรคปอดอักเสบอาจมีไข้ไม่สูงมาก หรือในทารกอาจไม่มีไข้เลยในขณะที่ติดเชื้อในกระแสเลือด
คุณแม่ควรพาลูกพบหมอทันที หากลูกมีไข้ร่วมกับอาการต่อไปนี้
· เป็นเด็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน เนื่องจากเป็นเด็กเล็ก สังเกตอาการยาก
· ไข้สูงมากกว่า 40°C (104°F) เพราะอาจเป็นโรคร้ายแรงหรือมีโอกาสชักได้
· ทานอาหารหรือนมได้น้อยกว่าปกติ
· มีอาการอาเจียน หรือถ่ายเหลว
· ไข้นานกว่า 24 ชม.ในเด็กอายุน้อยกว่า 2 ปี หรือนานกว่า 72 ชม.ในเด็กอายุมากกว่า 2 ปี
· ร้องไห้ไม่หยุดต่อเนื่องหลายชั่วโมง เพื่อหมอจะได้หาสาเหตุและช่วยเหลือบรรเทาอาการ
· กระสับกระส่าย ซึมมาก ปลุกไม่ตื่น
· ผื่นสีม่วงหรือแดง เป็นจุดหรือจ้ำเลือดตามตัว
· ริมฝีปาก ลิ้น เล็บ มีสีคล้ำ ซึ่งแสดงถึงภาวะระบบไหลเวียนหรือการหายใจล้มเหลว
· กระหม่อมโป่งหรือยุบผิดปกติ ซึ่งแสดงถึงการติดเชื้อที่สมองหรือมีภาวะขาดน้ำรุนแรง
· คอแข็งหรือปวดศีรษะมาก อาจเป็นอาการของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ
· ขาอ่อนแรง อาจเป็นอาการของโรคโปลิโอ
· หายใจลำบาก เพราะอาจมีปัญหาการหายใจล้มเหลว
· ต้องนั่งโน้มตัวไปด้านหน้า และมีน้ำลายไหลตลอดเวลา อาจเป็นอาการของโรคฝาปิดกล่องเสียงอักเสบซึ่งเป็นภาวะฉุกเฉินที่เป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้
· ชัก เพื่อหาสาเหตุของการชักและป้องกันไม่ให้ชักรุนแรงจนมีภาวะสมองบวมตามมา
วิธีการวัดไข้ที่มีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับมี 4 วิธี คือ
ทางปาก (เฉพาะเด็กโตที่ร่วมมือโดยการอมไว้ใต้ลิ้น ในเด็กเล็กทำไม่ได้เพราะอาจเสี่ยงกับการกัดปรอทแตก)
ทางทวาร (ในเด็กเล็ก)
ทางรักแร้ (ต้องระวังปรอทแก้วแตก หากเด็กดิ้นมาก) และ
ทางหู
เครื่องมือวัดไข้มี 3 แบบ คือ แบบปรอท แบบดิจิตอล และแบบวัดทางหู ( ส่วนการใช้แถบวัดแปะที่หน้าผากหรือแบบจุกหลอกให้เด็กดูดเป็นวิธีที่ไม่แม่นยำ ไม่แนะนำให้ใช้ ) แบบปรอทมีราคาถูก แต่ต้องใช้เวลานานในการวัด เช่น หากวัดทางปากหรือทางทวารใช้เวลานาน 2 นาที และถ้าเด็กมีอาการคัดจมูก ทำให้ต้องหายใจทางปาก อาจต้องนานถึง 4 นาที ทางรักแร้ใช้เวลานาน 5 นาที และต้องระมัดระวังการแตกหักเนื่องจากเป็นแก้ว แบบดิจิตอลใช้เวลาในการวัดเพียง 10-60 วินาที แต่มีราคาแพงกว่าและต้องระวังเรื่องความแม่นยำหากเครื่องวัดมีแบตเตอรี่อ่อน แบบวัดทางหูมีราคาแพงที่สุด ใช้ในเด็กอายุ 3 เดือนขึ้นไป เด็กเล็กกว่า 3 เดือนใช้ไม่ได้เนื่องจากรูหูเล็กเกินไป ใช้เวลาสั้นเพียง 1-3 วินาที ถ้ามีขี้หูอุดตันจะไม่แม่นยำ ในกรณีที่ไข้ไม่สูงหรือรอได้ เพื่อความแม่นยำ ควรรอประมาณ 30 นาทีให้เด็กสงบหลังการออกแรงหรือร้องไห้มาก หลังการอาบน้ำ หรือหลังการทานอาหารหรือเครื่องดื่มที่ร้อนหรือเย็นจัดในกรณีที่เป็นการวัดทางปาก การแปลผล หากวัดทางทวาร ถือว่ามีไข้เมื่ออุณหภูมิมากกว่า 38°C (100.4°F) ทางปากเมื่อมากกว่า 37.5°C ( 99.5°F) ทางรักแร้เมื่อมากกว่า 37.3°C (99°F)
วิธีลดไข้
เป้าหมายของการลดไข้ คือ ช่วยให้เด็กสุขสบายขึ้น อาการปวดหัว ปวดตัวลดลง งอแงน้อยลง นอนหลับพักผ่อนได้ และป้องกันไม่ให้เกิดภาวะชักจากไข้สูงในรายที่มีความเสี่ยง นอกจากนี้ ผู้ที่มีโรคประจำตัวเช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต โรคซีด การมีไข้ทำให้หัวใจทำงานหนักมากขึ้น จนอาจเกิดปัญหาการทำงานของหัวใจล้มเหลว ดังนั้นจึงควรให้ความสำคัญกับการลดไข้แก่ผู้ป่วยกลุ่มนี้เป็นพิเศษ แต่ถ้าไม่มีความเสี่ยงกับภาวะชักจากไข้สูง หรือไม่มีโรคประจำตัวดังกล่าว หากลูกมีไข้ต่ำ ไม่มีอาการงอแงและนอนหลับได้ดี อาจไม่จำเป็นต้องลดไข้ เพราะการบังคับให้ลูกทานยาหรือการจับเช็ดตัว อาจทำให้ร้องไห้งอแงมากขึ้น
- ยาลดไข้ มี 3 ประเภทคือ
1. พาราเซตามอล (Paracetamol) ขนาดยา 10-20 มก./กก./ครั้ง ทุก 4-6 ชม. ไม่มีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหาร จึงทานได้ขณะ ท้องว่าง ขนาดยาที่มากเกินไปเป็นพิษกับตับ คำแนะนำที่เตือนว่าไม่ควรใช้ยาต่อเนื่องเกิน 5 วัน เป็นการเตือนให้ผู้ใช้ยาควรพบหมอเพื่อหาสาเหตุของไข้ จะได้รับการรักษาที่ถูกต้องต่อไป การทานยาลดไข้ไม่ใช่การแก้ที่ต้นเหตุ เป็นเพียงบรรเทาอาการไข้เท่านั้น แต่หากได้รับการตรวจจากหมอจนทราบสาเหตุของไข้แล้ว บางครั้งการเป็นโรคบางอย่างอาจมีไข้หลายวัน การใช้ยาลดไข้นานเกิน 5 วัน ในขนาดยาที่ถูกต้อง ก็ไม่เป็นอันตรายแต่อย่างใด
2. ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) หรือยาลดไข้สูง ใช้ได้ในเด็ก 6 เดือนขึ้นไป ขนาดยา 5-10 มก./กก./ครั้ง ทุก 6 ชม. หากให้ยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ลด อาจเสริมยาชนิดนี้ได้ในระหว่างมื้อยาของพาราเซตามอล ในกรณีที่ยังไม่ครบ 4 ชม.จากการให้ยาครั้งสุดท้าย แต่เนื่องจากยามีฤทธิ์กัดกระเพาะอาหาร จึงห้ามทานขณะท้องว่าง และทำให้เลือดออกง่าย จึงห้ามทานในรายที่มีปัญหาเลือดออกง่าย เช่น ไข้เลือดออก
3. แอสไพริน (Aspirin) ห้ามใช้ในเด็กอายุต่ำกว่า 12 ปี เพราะอาจเกิด Reye syndrome หากใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ หรือโรคสุกใส ( Reye syndrome เป็นภาวะที่อันตรายมากเพราะจะทำให้เสียชีวิตจากตับและสมองทำงานผิดปกติอย่างรุนแรง) และทำให้มีเลือดออกง่ายเหมือนยาไอบูโปรเฟน
- การปรับอุณหภูมิห้องให้เย็นสบาย มีอากาศถ่ายเท ไม่จำเป็นต้องเปิดแอร์ แต่หากเปิด ใช้อุณหภูมิ 26-28°C ไม่เย็นเกินไปจนหนาวสั่น ใส่เสื้อผ้าที่ระบายความร้อนออกได้ง่าย ไม่ห่มผ้าหนาๆ โดยมีความเชื่อว่าถ้ามีเหงื่อออกแล้วจะทำให้ไข้ลดเร็วขึ้น เพราะจะทำให้ไข้ขึ้นสูงจนชักได้
- ดูแลให้ดื่มน้ำมากๆ เพราะหากร่างกายขาดน้ำจะทำให้ไข้สูงมากขึ้น
- การเช็ดตัว โดยผ้าชุบน้ำธรรมดา หรืออุ่นเล็กน้อย ห้ามใช้น้ำเย็นหรือแอลกอฮอล เพราะจะทำให้เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังหดตัว ระบายความร้อนออกไม่ได้ มีอาการหนาวสั่นและไข้สูงมากขึ้น เวลาเช็ดตัวให้ถอดเสื้อผ้าออกให้หมดแล้วคลุมส่วนที่ยังไม่ได้เช็ดด้วยผ้าห่มบางๆ ให้เปิดเช็ดทีละส่วน ให้เช็ดย้อนทิศทางการไหลของเลือด ไม่ควรเช็ดแบบถูแรงๆ เพราะเด็กจะเจ็บ เน้นตำแหน่งซอกคอ ใบหน้า ท้อง ข้อพับแขน หลังเข่า และวางผ้าชุบน้ำตามตำแหน่งที่เป็นซอกแขน ขาหนีบ จะช่วยดึงความร้อนออกจากเส้นเลือดได้มาก ในกรณีที่เด็กไม่ยอมให้เช็ดตัว แต่ไข้สูงมาก ให้ยาแล้วยังไม่ลดลง ให้พาเด็กอาบน้ำได้ โดยใช้วิธีให้เด็กนั่งในอ่าง แล้วใช้ฝักบัวเปิดน้ำเบาๆ ราดน้ำอุ่นเล็กน้อยไปตามตัว แล้วรีบเช็ดตัวให้แห้ง ควรปิดแอร์และพัดลมขณะทำการเช็ดตัวลดไข้ เพราะทำให้มีอาการหนาวสั่นได้
- การวางผ้าเย็นหรือเจลลดความร้อนบริเวณหน้าผาก ไม่ได้ช่วยให้ไข้ลดลงมาก เนื่องจากเจลช่วยดูดซับความร้อนเฉพาะที่ตำแหน่งที่วางเจลหรือผ้าเย็น ไม่สามารถดึงความร้อนทั้งหมดออกจากร่างกาย แต่มีประโยชน์ช่วยบรรเทาอาการปวดศีรษะจากไข้ได้
|