topleft
topright

หนูน้อยนมแม่

เชิญสมัครสมาชิก

ยินดีต้อนรับสมาชิก ศูนย์นมแม่ทุกท่าน .. กรุณา login
โรคสุกใส พิมพ์ อีเมล์
เขียนโดย sutheera uerpairojkit   
เสาร์, 25 เมษายน 2009

 โรคสุกใส (CHICKEN POX) 

คุณแม่พาน้องพลอยวัย 4 ขวบมาพบหมอด้วยเรื่องไข้ตัวรุมๆ และตุ่มแดงบ้าง ตุ่มน้ำใสตามตัวบ้าง สงสัยว่าลูกเป็นโรคสุกใส แต่ทำไมยังเป็นได้ทั้งที่ฉีดวัคซีนแล้ว 
โรคสุกใสเกิดจากเชื้อไวรัสตัวเดียวกับโรคงูสวัด  หากร่างกายได้รับเชื้อไวรัสครั้งแรก จะแสดงอาการเป็นโรคสุกใส  เมื่อหายจากอาการของโรคแล้ว เชื้อไวรัสจะหลบเข้าไปอยู่ที่ปมประสาทที่ผิวหนังของผู้เป็นโรค หากในเวลาต่อมาผู้นั้นมีระบบภูมิคุ้มกันชนิดอาศัยเซลเม็ดเลือดต่ำลง อาจมีการกระตุ้นให้เชื้อที่สงบอยู่แสดงอาการออกเป็นโรคงูสวัด คือ เป็นผื่นและตุ่มน้ำใสขึ้นเป็นแถบตามแนวของเส้นประสาท 
 
อาการของโรคสุกใส คือ ไข้ต่ำหรือสูง เป็นอยู่1 วันแล้วมีผื่นแดงขึ้นตามตัว ใบหน้า แขนขา หนังศีรษะ ส่วนน้อยอาจขึ้นที่ตาทำให้ตาอักเสบ หากขึ้นในปากทำให้เจ็บปากทานได้น้อย วันถัดมาจากตุ่มแดงจะเปลี่ยนเป็นตุ่มน้ำใส แล้วแห้งตกสะเก็ดภายใน 7-10 วัน   ผู้ป่วยจะมีอาการคันมาก  หากเกาจะทำให้ตุ่มน้ำแตกและอักเสบติดเชื้อจนเป็นตุ่มหนองได้ 
หากไม่มีการติดเชื้อแทรกซ้อน หลังจากแผลหายจะไม่เป็นแผลเป็น  และจะสร้างภูมิคุ้มกันป้องกันการเป็นโรคครั้งต่อไป แต่มีบางคนอาจสร้างภูมิคุ้มกันได้ไม่เต็มที่ จึงมีโอกาสเป็นซ้ำได้ (แต่เมื่อเป็นครั้งที่สองอาการมักไม่มาก)  หากเป็นผู้มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่องจะมีอาการรุนแรงและเป็นอันตรายจนเสียชีวิตได้ เนื่องจากตับอักเสบ ไตอักเสบ  ปอดอักเสบหรือสมองอักเสบซึ่งเป็นภาวะแทรกซ้อน 
 
การติดต่อโดยการได้รับเชื้อไวรัสจากน้ำลายหรือละอองฝอยทางลมหายใจของผู้เป็นโรค เข้าร่างกายทางเยื่อบุตาหรือทางเดินหายใจ หรือโดยการสัมผัสกับรอยโรคที่ผิวหนังของผู้ป่วยแล้วไม่ล้างมือก่อนจะสัมผัสกับเยื่อบุตาหรือทางเดินหายใจของผู้รับเชื้อ   ระยะฟักตัวหลังจากสัมผัสโรคจนแสดงอาการประมาณ 2-3 สัปดาห์  ระยะแพร่เชื้อตั้งแต่ 1 วันก่อนผื่นขึ้นจนผื่นแห้งตกสะเก็ด (เป็นช่วงที่พบเชื้อไวรัสในสารคัดหลั่งของผู้เป็นโรค) ในอดีตที่ยังไม่มีวัคซีนใช้เพื่อป้องกันการเป็นโรค เมื่อมีเด็กเป็นโรคนี้ 1 คน ผู้ใหญ่มักจัดปาร์ตี้ให้เด็กคนอื่นที่ยังไม่เคยเป็นโรค (แต่ไม่มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง) มาร่วมงานเพื่อรับเชื้อให้เป็นโรคตั้งแต่ยังเป็นเด็ก เพื่อจะได้มีภูมิคุ้มกัน ไม่ให้มาเป็นโรคตอนที่โตเป็นผู้ใหญ่ซึ่งจะมีอาการมาก คือ ขึ้นจำนวนตุ่มมากกว่า มีโอกาสเป็นแผลเป็นมากกว่าและมีภาวะแทรกซ้อนมากกว่า  
แต่เนื่องจากในปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคซึ่งสร้างภูมิคุ้มกันได้ 95 % (ฉีด 100 คน 95 คนไม่เป็นโรค อีก 5 คนมีโอกาสเป็นโรคได้ เนื่องจากสร้างภูมิได้ไม่เต็มที่ แต่เป็นครั้งที่สองมักไม่รุนแรงเช่นกัน) และเมื่อไม่เป็นโรคสุกใสก็เท่ากับลดโอกาสเป็นโรคงูสวัดได้ด้วย  เริ่มฉีดวัคซีนได้ตั้งแต่อายุ 1-12 ปีฉีด 1 เข็ม ถ้าอายุ 13 ปีขึ้นไปต้องฉีด 2 เข็มห่างกัน 1 เดือน ห้ามฉีดในผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องหรือได้รับยากดภูมิคุ้มกัน เนื่องจากเป็นวัคซีนตัวเป็นจึงอาจแบ่งตัวจนก่อโรคได้ในร่างกายของบุคคลดังกล่าว  ผลข้างเคียงของวัคซีนคือ  อาจเจ็บบวมแดงตรงตำแหน่งที่ฉีดเล็กน้อย อาจมีไข้ ตุ่มน้ำใสขึ้นตามตัวเล็กน้อยประมาณ 2-3 สัปดาห์หลังฉีดและมักไม่แพร่เชื้อให้ผู้อื่น  ควรพาลูกพบหมอ หากลูกเป็นเด็กโตอายุมากกว่า 12 ปีและมีจำนวนตุ่มที่ผิวหนังจำนวนมาก  มีอาการคันมากเพราะอาจเผลอเกาจนกลายเป็นแผลเป็น  มีแผลขึ้นที่ตา หรือเป็นผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องเนื่องจากมีความเสี่ยงต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรง  เพื่อหมอจะได้ให้ยาต้านไวรัส 
การรักษา
 - ให้ยาลดไข้เมื่อมีไข้ แต่ห้ามให้ยาแอสไพริน เพราะอาจเกิดภาวะ Reye syndrome ซึ่งเป็นอันตรายจนเสียชีวิตได้
 - อาบน้ำได้ตามปกติ  งดการละเล่นที่สกปรก  เพื่อรักษาความสะอาดของผิวหนังไม่ให้มีคราบสกปรกหมักหมมจนคันมาก เพราะอาจเกาจนติดเชื้อที่ผิวหนังได้   ในรายที่มีโรคภูมิแพ้ผิวหนัง (atopic dermatitis) จำเป็นต้องดูแลผิวหนังเป็นพิเศษเพราะจะคันมากกว่าคนทั่วไป
 - ตัดเล็บลูกให้สั้น หากมีอาการคันให้ใช้วิธีลูบเบาๆและประคบเย็นบ่อยๆหรือทา Calamide lotion (ไม่ใช้ Caladryl เนื่องจากอาจแพ้สารแก้คันที่ผสมอยู่)  ถ้ามีอาการคันมากอาจให้ทานยา antihistamine แก้คันได้ เช่น Atarax ขนาดยาคือ 2.5 ซีซี /10 กก. วันละ 3 เวลา
 - หากลูกเป็นโรคภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือได้รับยากดภูมิคุ้มกันเช่นสเตียรอยด์ และมีประวัติสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้เป็นโรคสุกใสต้องรีบพาพบหมอให้เร็วที่สุด เพื่อหมอจะได้ให้ยา Immunoglobulin ป้องกันไม่ให้เป็นโรค หรือหากมีอาการของโรคเกิดขึ้นแล้ว จะให้ยาต้านไวรัส คือ Acyclovir เพื่อช่วยบรรเทาความรุนแรงของโรค
 - หากลูกเป็นเด็กโต มีตุ่มเป็นจำนวนมาก  มีไข้หลายวัน มีอาการซึม ทานได้น้อย ไอหอบเหนื่อย ตาเหลืองตัวเหลือง ปัสสาวะออกน้อย ควรรีบพาลูกพบหมอโดยเร็วเพื่อการดูแลภาวะแทรกซ้อน และให้ยาต้านเชื้อไวรัส
 - ไม่ให้ลูกไปโรงเรียนหรือเล่นกับเด็กอื่น เนื่องจากอาจแพร่เชื้อให้กับผู้มีภูมิคุ้มกันบกพร่องจนเกิดอาการที่รุนแรงได้ จนกว่าแผลจะตกสะเก็ดจนครบทุกแผล
 -  หากลูกมีอาการตาแดงหรือเจ็บตา ให้รีบพาพบหมอตา เพื่อรับยาหยอดตาเพื่อกำจัดเชื้อ มิฉะนั้นอาจมีปัญหาเป็นแผลที่กระจกตาทำให้ตามัวหรือตาบอดได้ 
 
การป้องกัน   โดยการฉีดวัคซีน หรือหลีกเลี่ยงการสัมผัสหรือใกล้ชิดกับผู้เป็นโรคและล้างมือให้สะอาดหลังการจับผู้ป่วย 
น้องพลอยมีไข้วันเดียวและมีตุ่มขึ้นทั้งหมด 10 ตุ่มและแห้งหายตกสะเก็ดภายใน 1 สัปดาห์ ไม่มีแผลเป็นตามมา   
แก้ไขล่าสุดเมื่อ ( อังคาร, 18 พฤษภาคม 2010 )
 
< ก่อนหน้า   ถัดไป >
ศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย Copyright 2007-2008 Thai Breast Feeding. All rights reserved
Joomla Templates by JoomlaShack Joomla Templates