topleft
topright
mymind2.png

หนูน้อยนมแม่

เชิญสมัครสมาชิก

ยินดีต้อนรับสมาชิก ศูนย์นมแม่ทุกท่าน .. กรุณา login
โรคหัดกุหลาบ (ส่าไข้)
เขียนโดย sutheera uerpairojkit   
Saturday, 25 April 2009

โรคหัดกุหลาบ(ส่าไข้) (ROSEOLA INFANTUM) 

คุณแม่สังเกตว่าน้องบอยอายุ 15 เดือนเริ่มทานอาหารได้น้อยลงตั้งแต่เที่ยง งอแงผิดปกติ ถ่ายเหลวเล็กน้อย ตกเย็นมีอาการไข้สูงเฉียบพลัน นอนกระสับกระส่าย วันต่อมาพาพบหมอตรวจพบว่าคอแดงเล็กน้อย ตรวจปัสสาวะไม่พบความผิดปกติ หมอสงสัยว่าติดเชื้อไวรัส จึงให้แต่ยาลดไข้และให้สังเกตอาการต่อ  อีก 2 วันต่อมาไข้ลดลงเป็นปกติ แต่มีผื่นแดงขึ้นตามตัวเต็มไปหมด หมอตรวจแล้ววินิจฉัยว่าเป็นโรคหัดกุหลาบ คุณแม่ไม่เคยได้ยินชื่อโรคนี้มาก่อนเลย เป็นโรคใหม่หรือคะ แล้วผื่นหายแล้วจะเป็นแผลเป็นไหมคะ 
โรคหัดกุหลาบเกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อว่า Human Herpesvirus 6 (HHV-6) 
 ในปัจจุบันยังไม่ทราบแน่ชัดว่าโรคติดต่อทางใด แต่มีการตรวจพบเชื้อไวรัสในน้ำลายของคนปกติ จึงคิดว่าคนเหล่านั้นอาจเป็นพาหะของโรคโดยที่ไม่แสดงอาการ แต่แพร่เชื้อให้เด็กได้  
เด็กที่เป็นกลุ่มที่พบโรคได้บ่อยคือช่วงอายุ 6-24 เดือน เนื่องจากเป็นช่วงที่ระดับภูมิคุ้มกันจากแม่เริ่มลดลง  และพบว่ามากกว่า 90%ของเด็กที่อายุมากกว่า 2 ปีมีภูมิคุ้มกันต่อโรคนี้แล้ว แสดงว่าเด็กบางคนได้รับเชื้อโดยไม่แสดงอาการชัดเจน  พบโรคนี้ได้ตลอดทั้งปี   ระยะฟักตัวของโรคประมาณ 5-15 วันหลังจากได้รับเชื้อ 
 
อาการของโรคคือ มีไข้สูงเฉียบพลัน 39.4-41.2°C (103-106°F)  โดยมากมักมีไข้นาน 3-4 วัน ช่วงที่มีไข้สูงเด็กอาจมีอาการชักจากภาวะไข้สูง  บางรายอาจมีกระหม่อมศีรษะโป่งตึงกว่าปกติ ทำให้หมอต้องวินิจฉัยแยกโรคจากเยื่อหุ้มสมองหรือโรคไข้สมองอักเสบ   แต่โดยทั่วไปมักพบว่าเด็กไม่มีอาการนอนซึม สามารถลุกขึ้นมาเล่นได้ทั้งๆที่มีไข้สูง และหากมีการเจาะน้ำไขสันหลังตรวจ จะพบว่าผลเป็นปกติ หรืออาจมีเซลเม็ดเลือดขาวเล็กน้อย    อาการอื่นที่อาจพบเช่นน้ำมูกเล็กน้อย เจ็บคอ ทานได้น้อย ถ่ายเหลว หนังตาบวม ต่อมน้ำเหลืองที่คอโต  ตรวจร่างกายอาจพบ คอแดงและเยื่อแก้วหูแดงเล็กน้อย  
วันที่ไข้ลงจะเริ่มมีผื่นแดงลักษณะเรียบหรือนูนเล็กน้อย ขนาดประมาณ 1-5 มม.ขึ้นที่ลำตัวแล้วจึงลามไปที่คอ และ อาจมีลามไปที่หน้าและขาได้เล็กน้อย  ในวันต่อมาผื่นจะดูมากขึ้น ผื่นมักไม่คัน เด็กมักเริ่มทานอาหารได้มากขึ้นในวันที่ 3 ของผื่นและผื่นจะจางหายไปภายในเวลา 3-4 วัน มักไม่มีผิวหนังลอกหรือรอยคล้ำตามมา ช่วงที่มีผื่นขึ้นคนสมัยก่อนอาจเรียกว่าส่าไข้ 
 
การวินิจฉัย หมอวินิจฉัยโรคจากอาการและอาการแสดงเป็นหลัก  เนื่องจากการวินิจฉัยที่แน่นอนทำโดยการตรวจพบเชื้อไวรัสในเลือดหรือน้ำลาย หรือการตรวจระดับภูมิคุ้มกันที่สูงขึ้นจากเลือดยังไม่มีที่ใช้โดยทั่วไป เป็นเพียงการวิจัยเท่านั้น  หากมีการตรวจนับจำนวนเม็ดเลือดพบว่าจำนวนเม็ดเลือดขาวอยู่ในเกณฑ์ปกติเหมือนการติดเชื้อไวรัสทั่วไป 
 
ภาวะแทรกซ้อน พบได้น้อยมากๆมักเป็นเฉพาะผู้มีปัญหาภูมิคุ้มกันบกพร่อง ได้แก่ อาการปอดอักเสบ ตับอักเสบ สมองอักเสบ หรือความผิดปกติของระบบเลือดเช่น จำนวนเม็ดเลือดและจำนวนเกล็ดเลือดต่ำลง ควรพาพบแพทย์ หากลูกมีการชักจากไข้สูง ซึมลง ทานอาหารหรือนมได้น้อย มีอาการของภาวะแทรกซ้อนเกิดขึ้น 
 
การรักษาเนื่องจากเป็นโรคที่หายได้เอง เพียงแต่ให้การรักษาตามอาการเช่น ยาลดไข้  ยากันชัก (ในรายที่มีความเสี่ยงภาวะชักจากไข้สูง) การดูแลรักษาประคับประคองภาวะท้องเสีย ไม่ให้ขาดสารน้ำและพลังงาน   ไม่ต้องใช้ยาต้านไวรัส ยกเว้นรายที่มีอาการรุนแรงจากภาวะแทรกซ้อน  
 
การป้องกัน หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับน้ำลายของผู้เป็นโรคทั้งทางตรงและทางอ้อม (โดยจับสิ่งของที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่  แล้วเอามือเข้าปาก) 
น้องบอยเป็นผื่นเต็มตัวอยู่นาน 4 วันแล้วผื่นหายสนิท ทานอาหารได้ดีขึ้นไม่มีแผลเป็นตามมา   
 

Syndicate

Copyright 2007-2010 Thai Breast Feeding. All rights reserved
Joomla Templates by JoomlaShack Joomla Templates