นมยี่ห้อไหนดีค่ะ
เขียนโดย sutheera uerpairojkit   
เสาร์, 25 กรกฎาคม 2009

         น้องเคน อายุ 5 เดือน คุณแม่และคุณพ่อพามาตรวจด้วยปัญหาผิวหนังเป็นผื่นทั้งตัว  เป็นมากบริเวณข้อพับแขนและข้อมือคันมาก หลังจากที่ตรวจดูแล้ว เข้าได้กับภาวะผื่นผิวหนังอักเสบจากภูมิแพ้ 

          คุณแม่เล่าว่าเริ่มมีผื่นมากขึ้นมา 2-3 วัน  ไม่ได้เปลี่ยนสบู่ โลชั่นหรือน้ำยาซักผ้า เพียงแต่ช่วงนี้อากาศเริ่มเย็นจึงผสมน้ำอุ่นมากขึ้น  เด็กคนนี้กินนมแม่อย่างเดียวตั้งแต่เกิด และแม่เลิกกินนมวัวตั้งแต่ช่วง 1 เดือนแรก เนื่องจากเด็กมีปัญหานอนหายใจเสียงดัง หรือนอนกรน  ซึ่งดีขึ้นเมื่อแม่หยุดนมวัว  แรกเกิดเด็กมีผิวแห้งมาก ทำให้ไม่ได้ใช้สบู่เด็กทั่วไป ใช้แต่น้ำเปล่าอาบ  ซักประวัติโรคภูมิแพ้ในครอบครัว พบว่าพ่อเป็นภูมิแพ้ผิวหนังและภูมิแพ้จมูก มีอาการเป็นหวัดบ่อยๆ  ส่วนแม่มีอาการภูมิแพ้ผิวหนัง                          
              
       
       หลังจากหมออธิบายถึงวิธีการรักษาอาการทางผิวหนังของลูกเสร็จแล้ว  คุณแม่นึกขึ้นมาได้จึงบอกว่า  พอดีจะไปญี่ปุ่นประมาณ 
วัน  เนื่องจากไม่สะดวกที่จะปั๊มนม  จึงคิดว่าจะเลิกให้นมลูกแล้ว  ควรให้ลูกกินนมอะไรดี คำตอบ
        ก. นมวัวสูตรป้องกันโรคภูมิแพ้ (Hypoallergenic formula)          ข. นมถั่วเหลือง (Soy milk)         ค. นมพิเศษสำหรับเด็กแพ้นมวัว(Nutramigen)       
 
       หมอยังไม่ตอบ แต่เชิญให้นั่งต่อ แล้วถามว่า จำได้ไหม ตอนแรกคลอดที่หมอแจกเอกสารให้อ่าน เรื่อง ลูกผมแพ้นมวัว  (แนบท้ายหลังบทความนี้  เป็นเรื่องราวที่ดีและเป็นประโยชน์มาก  เขียนโดยคุณพ่อที่มีลูกป่วยเป็นโรคภูมิแพ้)   อาการของเด็กที่อยู่ในเอกสารเริ่มต้นจากอาการภูมิแพ้ผิวหนังแล้วต่อมาอาการแพ้เป็นมากขึ้นจนเป็นระบบทางเดินหายใจ  กว่าจะรู้ว่าแพ้นมวัวอาการก็เกือบแย่ทั้งเด็กและพ่อแม่ เพราะทรมานจากอาการป่วยบ่อย ส่วนใหญ่อาการแพ้ทางผิวหนัง มักยังเป็นอยู่ เพราะได้รับถ่ายทอดทางพันธุกรรมมาแล้ว  ถึงแม้ลูกจะงดนมวัวโดยทางตรงหรือทางอ้อมจากแม่กินนมวัวแล้วให้นมลูกแล้วก็ตาม  แต่หากเด็กกลุ่มเสี่ยงได้รับนมวัวเข้าสู่ร่างกายในช่วงวัย 1-2 ปีแรก  อาจทำให้มีการกระตุ้นอาการแพ้ให้มากขึ้นจนเกิดอาการแพ้ของระบบอื่นตามมา  น้องเคนถือว่าเป็นเด็กกลุ่มเสี่ยง 
      หมอจึงกล่าวต่อว่า  ทางเดียวที่จะช่วยให้ลูกลดความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้แล้วทำให้เจ็บป่วยบ่อยๆ คือ คุณแม่ต้องให้นมลูกต่อไป  อุตส่าห์เริ่มต้นมาได้ตั้ง 5 เดือนแล้ว  เอาอย่างนี้นะ  ก่อนหน้านี้หมอเคยไปญี่ปุ่น  5 วันเหมือนกันเลย  หมอจะเล่าให้ฟังว่าทำอย่างไรบ้าง จึงเก็บนมกลับมาให้ลูกกินได้  ลองฟังดูว่ายุ่งยากมากไหม  ถ้าพอทำได้  น่าจะลองทำดู  หากต้องเดินทางบ่อย เมื่อทำบ่อยๆจนเคยชิน จะได้ไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องยุ่งยากอีกต่อไป  เพราะหมอมีคนไข้ที่เป็นแอร์โฮสเตสหลายคน  ต้องบินบ่อยมากๆ  ก็ยังสามารถปั๊มนมเก็บนมกลับมาให้ลูกกิน จนลูกโต 2 ขวบกว่าแล้วก็มี                       
       ขั้นตอนแรกคือ เตรียมอุปกรณ์ เป็นถุงเก็บนม (หาซื้อได้ตามรพ.รัฐบาล  ห้างคาร์ฟูร์  บิ๊กซี  เดอะมอลล์  ราคาประมาณ 2.5 บาท/ถุง)  ตอนไปจะได้ไม่เปลืองเนื้อที่  หากใช้ที่ปั๊มนมแบบแบตเตอรี่ ให้เตรียมถ่านอัลคาไลน์ 2A ให้พร้อม หรือ เครื่องแบบมือบีบ หรือฝึกวิธีบีบโดยมือก็ได้ หากมีการฝึกฝนก็ทำได้ไม่ยาก   เตรียมเม็ดยา steri tab ซื้อได้จากรพ.  เพื่อฆ่าเชื้ออุปกรณ์ในการปั๊มนม  จะได้ไม่ต้องขนที่นึ่งไป  โดยใช้น้ำก๊อกเปิดใส่อ่างน้ำล้างมือประมาณ 2 ลิตร ใส่เม็ดยาลงไปให้ละลาย แล้วแช่อุปกรณ์ที่ล้างทำความสะอาดแล้วให้จมในน้ำละลายเม็ดยานาน 30นาที  เอาขึ้นแล้วล้างกลิ่นยาออกด้วยน้ำร้อนจากกาต้มน้ำหรือน้ำกินก็ได้  ไม่ต้องทำความสะอาดอุปกรณ์ทุกครั้งที่ใช้  ให้ทำความสะอาดและฆ่าเชื้อแค่วันละครั้งเดียว   ระหว่างวันเมื่อใช้เสร็จให้เก็บไว้ในตู้เย็น  ล้างมือให้สะอาดทุกครั้งที่จะทำการปั๊มนมก็เพียงพอ   หากในห้องพักไม่มีตู้เย็นแช่แข็ง  ให้ฝาก bellboy ช่วยไปเก็บในตู้แช่ไอศครีมของโรงแรม (ไม่ต้องกลัวว่าเขาจะรังเกียจ  เขาจะยิ้มหวานมากเลยตอนบอกว่าเป็นนมแม่)  ตอนจะเดินทางกลับ ไหว้วานเขาให้ช่วยบรรจุใส่ถุงพลาสติกใบใหญ่แล้วใส่น้ำแข็งยูนิตให้ท่วมเพื่อนำนมกลับมาให้ลูก  แล้วแบกขึ้นเครื่องไปฝากแอร์โฮสเตสให้ช่วยเก็บรักษาต่อ  ตรวจสอบดูแล้ว นมแม่เป็นของเหลวที่นำขึ้นเครื่องบินได้ โดยทั่วไปหากระยะทางไม่ยาว  น้ำแข็งจะอยู่ได้นานเพียงพอ แต่ถ้าไม่พอ  จะขอให้คุณแอร์โฮสเตสเพิ่มน้ำแข็งให้ได้ 
       ตอนที่หมออยู่ญี่ปุ่นขยันปั๊มนมบ่อยมาก เพราะกลัวน้ำนมลดน้อยลง จนเตรียมถุงเก็บนมไปไม่พอ  ครั้งสุดท้ายที่ปั๊มนมขณะอยู่ที่สนามบินญี่ปุ่น กำลังรอเรียกขึ้นเครื่องจะกลับเมืองไทย นานหลายชั่วโมง  รู้สึกคัดนมจึงต้องปั๊มนมออก  เพราะหากทิ้งไว้ในเต้าจนคัดมากจะทำให้ปริมาณน้ำนมลดลงในภายหลัง  ปรากฏว่าแบตหมด ต้องใช้มือบีบต่อจนได้นมประมาณ 5 ออนซ์ ก็ได้เวลาจวนเจียนจะต้องขึ้นเครื่อง  จะเทนมทิ้งก็เสียดาย แต่ถุงเก็บนมที่เตรียมไปก็หมดแล้ว  จึงถามสามีว่าหิวน้ำไหม จะกินไหม แบ่งกันกิน  สามีก็โอเค  ก็เลยเป็นประสบการณ์เกี่ยวกับนมแม่ที่แปลกไปอีกแบบหนึ่ง    คุณพ่อน้องเคนกำลังฟังหมอเล่าเพลินๆอยู่  ก็ทำตาโตแล้วถามว่า กินได้ด้วยหรือครับ  หมอเลยบอกว่า กินได้สิ อร่อยดี  แต่อย่าติดใจจนแย่งลูกกินเสียหมด   
      พอได้ทราบถึงวิธีการเก็บนมกลับมาให้ลูกกินเป็นขั้นเป็นตอน   ซึ่งก็ทำได้ไม่ยุ่งยากอย่างที่คิด  คุณพ่อจึงหันไปบอกคุณแม่ว่า ลองทำดูแล้วกันนะ อดทนเอาหน่อย ลูกจะได้แข็งแรง ไม่เป็นภูมิแพ้อย่างเรา    
      ก่อนจากกันหมอได้เน้นคุณแม่ว่า หากมีโอกาสควรปั๊มนมบ่อยๆ  ปริมาณน้ำนมจะได้ไม่ลดลงมาก  และหากกลับมาแล้วพบว่าปริมาณน้ำนมลดลง ก็ยังสามารถเรียกนมกลับคืนได้ (relactation)  โดยการให้ลูกดูดบ่อยๆ และอาจใช้ยากระตุ้นน้ำนมช่วยได้          
        หมอหวังว่าบทความนี้อาจช่วยให้คุณแม่หลายคนที่มีปัญหาความไม่สะดวกบางอย่าง ทำให้ตัดสินใจหยุดให้นมแม่ก่อนเวลาได้ทราบว่าทุกปัญหามีทางแก้  ขอเพียงแต่ได้ปรึกษาและหาทางออกอื่นไม่ได้มาปรึกษาเกี่ยวกับนมแม่  จะได้ช่วยแก้ปัญหาให้เด็กเหล่านี้ยังคงได้กินนมแม่ต่อไปตราบนานเท่านาน                         
       อย่างไรก็ดี หมอมีความคิดว่า กุมารแพทย์รุ่นต่อๆไป ที่กำลังจะเป็นคุณพ่อคุณแม่  ควรจะศึกษาหาความรู้เกี่ยวกับนมแม่และควรพยายามเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้สำเร็จ คือ นมแม่อย่างเดียว 6 เดือน  และให้นานอย่างน้อย 2 ปี เพราะหากทำได้ขั้นแรกแล้ว ขั้นต่อไปจะตามมาเอง   และเมื่อทำได้สำเร็จก็จะเกิดความมั่นใจและช่วยให้คนไข้ในความดูแลประสบความสำเร็จได้เช่นกัน  เป็นการเพิ่มเครือข่ายที่มีประสิทธิภาพ ทำให้เกิดสังคมนมแม่ที่เติบใหญ่ต่อไป  น้องๆท่านใดสนใจวิธีการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างไรให้สำเร็จ  และยาวนานได้ ทั้งๆที่ลาคลอดเพียงหนึ่งเดือน  และมีนมแม่สูงสุดถึง 500 ขวด  ติดต่อสอบถามหมอได้  จะถ่ายทอดกลยุทธให้เต็มที่เลยค่ะ