หน้าหลัก / ให้นมแม่กับลูกได้ถึง 3 ปี ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูง



ให้นมแม่กับลูกได้ถึง 3 ปี ช่วยลดความเสี่ยงมะเร็งเต้านมสูง

Eagle
 มะเร็งเต้านม...ภัยร้ายที่ใกล้ตัว


        มะเร็งเต้านมนับเป็นมะเร็งร้ายอันดับต้น ๆ ที่คร่าชีวิตคุณผู้หญิงทั่วโลก แม้ว่ายังไม่มีวัคซีนมหัศจรรย์ที่จะฉีดป้องกันมะเร็งได้ แต่นักวิทยาศาสตร์ก็ได้พยายามค้นคว้า และคิดค้นหาวิธีที่จะขจัดเจ้ามะเร็งกันให้ได้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ก่อนที่มันจะลุกลามแพร่กระจาย ไม่ว่าจะเป็นการตรวจทางพันธุกรรมหาความผิดปกติของยีน BRCA 1 และ 2 หรือการดูดเอาน้ำในท่อน้ำนมมาตรวจดูเซลล์ที่แบ่งตัวผิดปกติ หรือการตรวจเต้านมด้วยเครื่องแมมโมแกรมซึ่งช่วยให้พบมะเร็งได้ตั้งแต่ยังมีขนาดเล็ก ๆ เท่าเมล็ดถั่วเขียว


    แต่หมอว่าวิธีที่ดีที่สุดก็คือ กันเอาไว้ดีกว่าแก้ การดูแลสุขภาพตัวเองเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะป้องกันการเกิดมะเร็งเต้านมได้ ข้อแรกก็คือ ควบคุม น้ำหนักตัว เพราะแม้น้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้นเพียงเล็กน้อยในช่วงที่คุณเป็นผู้ใหญ่ ก็สามารถเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งในวัยทองได้มากขึ้น จากการศึกษาพบว่าน้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้นทุก ๆ 11 ปอนด์ หรือราว 5 กิโลกรัม จะเพิ่มความเสี่ยงในการเป็นมะเร็งเต้านมได้ถึง 8 % ตัวอย่างเช่น ถ้าตอนที่คุณเป็นวัยรุ่น คุณมีน้ำหนักตัวอยู่ที่ 48 กิโลกรัม แต่พอเริ่มเป็นผู้ใหญ่วัย 35 - 40 ปี น้ำหนักเพิ่มขึ้นมาเป็น 53 กิโลกรัม คุณมีความเสี่ยงเพิ่มขึ้นถึง 8 % คุณจึงจำเป็นจะต้องควบคุมน้ำหนัก ไม่ใช่ว่าพอเริ่มอายุมากขึ้น แต่งงานมีลูกแล้วก็ปลงตกกับสังขารว่า เป็นเรื่องธรรมดาที่น้ำหนักตัวต้องเพิ่มขึ้น ซึ่งก็จริง แต่ถ้าคุณสามารถควบคุมอาหาร รับประทานอาหารให้ถูกสุขลักษณะ เลือกรับประทานอาหารที่มีไขมันและน้ำตาลน้อย ๆ รวมทั้งรับประทานผักสดและผลไม้ให้มาก ๆ ก็คงจะช่วยควบคุมน้ำหนักตัวได้ พบว่าคนที่รับประทานผักสดผลไม้หรืออาหารที่มีกากใยสูง ๆ ได้มากกว่าวันละ 5 ครั้ง จะมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมน้อยกว่าคนที่รับประทานผักหรือผลไม้เพียงแค่วันละไม่เกิน 2 ครั้งถึง 23 % เลยทีเดียว


        ที่สำคัญก็คือคุณควรจะออกกำลังกายให้ได้เป็นประจำสม่ำเสมอ จากการสำรวจเมื่อปี ค.ศ.1999 ในผู้หญิง 120,000 คน ที่มีอายุระหว่าง 30-55 ปี พบว่าคนที่ออกกำลังกายปานกลางจนถึงหนักเฉลี่ยวันละ 1 ชั่วโมง จะมีความเสี่ยงต่กการเป็นมะเร็งเต้านมลดลงถึง 20 % เพราะการออกกำลังการนั้นจะสามารถช่วยควบคุมน้ำหนักตัว จึงช่วยลดความเสี่ยงได้ด้วย


        การดื่มแอลกอฮอล์ก็มีส่วน ในปี ค.ศ.1999 มีการศึกษาจากมหาวิทยาลัยฮาวาร์ดพบว่า หากคุณผู้หญิงดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์มากกว่าสัปดาห์ละ 10 แก้ว จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมมากกว่าผู้หญิงที่ไม่ดื่มแอลกอฮอล์เลยถึง 20 % และที่สำคัญหากคุณมีบุตร การเลี้ยงดูลูกด้วยน้ำนมของคุณเอง จะช่วยลดความเสี่ยงลงถึง 20 % คุณจึงควรให้นมลูกให้นานที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เขาบอกว่าตลอดชีวิตคุณ หากคุณให้นมลูกได้ยาวนานรวมกันถึง 3 ปีหรือมากกว่า จะลดความเสี่ยงได้อย่างมาก ซึ่งหมอก็สงสัยเหมือนกันว่า ผู้หญิงในปัจจุบันจะมีใครให้นมลูกได้นานขนาดนั้น เพราะคนส่วนใหญ่นิยมมีบุตรอย่างมากก็ไม่เกิน 2 คน แสดงว่าต้องให้นมลูกคนละ 1 ปีครึ่ง ซึ่งแทบเป็นไปไม่ได้ในยุค 2000 เพราะนอกจากน้ำนมจะหมดไปเองตามธรรมชาติแล้ว ผู้หญิงสมัยใหม่ก็นิยมที่จะทำงานนอกบ้านมากกว่าที่จะอยู่เป็นแม่บ้านในบ้าน อย่างมากก็อาจจะให้นมลูกได้เต็มที่ในช่วง 3 เดือนแรก หลังจากนั้นก็ต้องใช้วิธีปั้มใส่ขวดบ้าง สัก 6 เดือน ก็คงต้องเลิกกันไป และที่จะให้มีลูก 5 คน 6 คน เพื่อให้ช่วงเวลาการให้น้ำนมยาวนานรวมกันถึง 3 ปีนั้น ก็คงจะหาได้ยาก แต่ก็เอาเป็นว่า ให้นมลูกนานที่สุดเท่าที่จะนานได้ก็แล้วกัน

        ปัจจัยสำคัญสุดท้าย นั่นก็คือ การได้รับฮอร์โมนเพศหญิงในช่วงวัยทองที่เราเรียกว่า HRT ย่อมาจาก Hormone Replacement Therapy ซึ่งส่วนใหญ่มักจะเน้นการให้ฮอร์โมนชนิดเอสโตรเจนยาวนานติดต่อกัน 5 ปีขึ้นไป จะเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมได้มากถึง 50% เลยทีเดียว แต่ยังโชคดีที่ว่า หากคุณหยุดรับฮอร์โมน ความเสี่ยงนั้นก็จะลดลงกลับเป็นปกติ อย่างไรก็ตาม การได้รับฮอร์โมนในหญิงวัยทองนั้นก็ยังมีข้อดีหลายๆอย่าง ทั้งเรื่องของการป้องกันโรคหัวใจ ซึ่งนับว่าเป็นปัญหาหลักต่อสุขภาพของผู้หญิงในวัยทอง และยังเป็นสาเหตุการตายอันดับหนึ่งในปัจจุบันนี้ การเสริมฮอร์โมนยังช่วยป้องกันภาวะกระดูกผุ กระดูกบางด้วย ดังนั้น การที่คุณควรจะได้รับฮอร์โมนหรือไม่นั้น ก็คงจะต้องปรึกษากับสูตินรีแพทย์ที่เชี่ยวชาญชำนาญกันจริงๆ


        ส่วนการรับประทานวิตามินและอาหารเสริมเพื่อลดความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ เคยมีรายงานว่าคนไข้มะเร็งบางชนิดให้รับประทานวิตามินซีปริมาณสูงๆ เช่นวันละ 4-6 กรัม เพื่อเพิ่มภูมิต้านทานช่วยให้ร่างกายแข็งแรง จะได้ต่อสู้กับเซลล์มะเร็งร้าย และช่วยให้ร่างการทนต่อการฉายแสงหรือเคมีบำบัดได้ดีขึ้น แต่ก็มีรายงานว่าเซลล์มะเร็งเองก็ชอบที่จะได้รับวิตามินซีด้วย ทำให้เซลล์มะเร็งแข็งแรงขึ้นและไม่ค่อยตายจาการฉายแสง ในขณะที่อาหารเสริมอื่นๆ เช่น กระดูกอ่อนปลาฉลาม ซึ่งเคยฮือฮาว่าช่วยลดปริมาณหลอดเลือดที่ไปเลี้ยงเซลล์มะเ ร็ง ทำให้มะเร็งขาดอาหารและเซลล์ฝ่อตายไปในที่สุดหรืออาหารเสริมตระกูลเห็ดหลินจือ เห็ดชิตาเกะหรือโสม ซึ่งเชื่อว่าน่าจะช่วยให้สุขภาพแข็งแรงเพิ่มภูมิต้านทาน แต่ก็ยังไม่มีรายงานการศึกษาในคนไข้มะเร็งเต้านมอย่างชัดเจน


        สุดท้ายสำหรับคนที่มีความเสี่ยงสูงจริงๆ คือมีประวัติครอบครัวชัดเจน หรือมีการตรวจทางพันธุกรรม และพบว่ามียีน BRCA 1 และ 2 ที่ผิดปกติชัดเจน คุณอาจจะมี 3 ทางเลือก นั่นคือ
        ข้อแรก คุณควรตรวจเต้านมของคุณเองให้บ่อยกว่าคนอื่น ทั้งคลำ ทั้งตรวจแมมโมแกรมบ่อยกว่าคนทั่วๆไป เพื่อที่ว่าหากมีก้อนเนื้อผิดปกติจะได้ตรวจพบตั้งแต่ยังมีขนาดเล็กมาก ๆ จะได้รักษาได้ทันท่วงทีก่อนที่จะลุกลามขยายใหญ่


        ข้อสอง เริ่มรับประทานยา ทาม็อกซิเฟน (Tamoxifen) เพื่อป้องกันมะเร็งเต้านมก่อนที่จะตรวจพบก้อนเนื้อ ซึ่งสามารถจะลดความเสี่ยงลงได้ถึง 50 % แต่ก็มีความเสี่ยงจากข้อแทรกซ้อนของตัวยา เช่น ปัญหาเลือดอุดตันในหลอดเลือด หรือเพิ่มความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเนื้อเยื่อมดลูกชนิดหนึ่งมากขึ้น แต่ข้อแมรกซ้อนเหล่านี้พบได้น้อยมาก ก็คงจะต้องชั่งใจดูว่า คุ้มหรือไม่กับการรับประทานยาป้องกันไว้ก่อน เพราะดีไม่ดีอาจกลายเป็นหนีเสือปะจระเข้ก็ได้


        ทางเลือกสุดท้ายในต่างประเทศ ผู้หญิงบางคนที่พบยีน BRCA 1 หรือ 2 ผิดปกติที่ชัดเจน อาจตัดสินใจตัดเต้านมทั้งสองข้างทิ้งไปเลย ก่อนที่จะพบว่ามีก้อนเนื้อด้วยซ้ำ ซึ่งอันนี้ก็เป็นทางเลือกของคุณผู้หญิงแต่ละคน โดยเฉพาะคนที่มีความเสี่ยงสูง ๆ อย่างที่เคยเล่าให้ฟังตั้งแต่ปีที่แล้วว่า มีตัวอย่างคนไข้ที่ตรวจทางพันธุกรรมและพบว่าคุณผู้หญิงคนนี้มีความผิดปกติของยีน ซึ่งมีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งเต้านมสูง ทำให้คุณผู้หญิงท่านนั้นตัดสินใจผ่าตัดเต้านมทั้งสองข้างทิ้ง แต่กลับกลายเป็นว่า บริษัทที่ทำการตรวจสอบทางพันธุกรรมนั้นรายงานผลผิดพลาด สลับกับคนไข้อีกรายหนึ่ง กลายเป็นว่าคุณผู้หญิงท่านนั้นถูกตัดเต้านมทั้งสองข้างทิ้งไปฟรี ๆ โดยที่ตัวเองไม่ได้มีความเสี่ยงแต่อย่างใด ก็เป็นเรื่องฟ้องร้องกันอยู่ ฟังดูแล้วเราอาจจะคิดว่าบ้าหรือเปล่า ไม่ได้เป็นอะไรก็ไปตัดอวัยวะธรรมดา ๆ ของเรานี้ทิ้งไป หลายคนอาจจะมองว่าคุณผู้หญิงน่าจะสูญเสียความมั่นใจในตัวเอง ดูไม่เซ็กซี่ก็เพราะหน้าอกมันแบนราบเรียบไปหมด แถมมีรอยแผลเป็นอีกต่างหาก แต่ถ้าเป็นคุณเองที่มีความเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งมาก ๆ และคุณคิดที่จะมีชีวิตยืนยาวต่อไปนาน ๆ วิธีนี้ก็อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่งซึ่งหมอก็ไม่แน่ใจว่าแพทย์เมืองไทยจะทำให้หรือเปล่า แต่ในเมืองนอกเขาเริ่มทำกันแล้ว แถมมีการติดตามผลด้วย พบว่าคนไข้ 70 % ที่ตัดเต้านมทิ้งเพื่อป้องกันการเป็นมะเร็งนั้น ก็ยังพึงพอใจกับการตัดสินใจของตัวเอง แม้เวลาจะผ่านไปหลายปีหลังจากนั้นโดยไม่มีข้อตะขิดตะขวงใจว่า รู้งี้ไม่ทำดีกว่า
       

เอาล่ะค่ะ คงไม่มีใครบอกได้ว่าโรคร้ายนั้นจะมาเยือนเราเมื่อใด จึงจำเป็นที่จะต้องดูแลสุขภาพ และคอยตรวจสอบด้วยตัวเองเป็นประจำนะคะ และที่สำคัญหากเป็นแล้ว ก็คงจะต้องดูแลตัวเองให้สุขภาพร่างกายแข็งแรง มีชีวิตยืนยาวต่อไป เพื่อตัวคุณเองและคนที่คุณรักค่ะ

ผู้เขียน : แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน
บทความในคอลัมน์อยู่เย็นเป็นสุข จากวารสารสกุลไทย