หน้าหลัก / สารจากประธานมูลนิธิ



 

 

สารจากประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

 

แพทย์หญิงศิริพร กัญชนะ ประธานมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย

มีแนวทางขับเคลื่อนการณรงค์ส่งเสริมสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ สอดคล้องกับ คำขวัญสัปดาห์นมแม่โลกประจำปี 2013“รวมพลังช่วยเด็กไทยให้ได้กินนมแม่” จาก องค์การเครือข่ายพันธมิตรนมแม่โลก หรือ WABAโดยมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย มีภารกิจขยายช่องทางสื่อสารในโลกออนไลน์ผ่าน www.thaibreastfeeding.org และสนับสนุนให้มีการจัดตั้งกลุ่มแม่อาสาที่มีความเข้าใจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มาดำเนินการให้คำปรึกษาตอบปัญหาด้านต่างๆ ให้กับคุณแม่มือใหม่ที่มีความต้องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์คwww.facebook.com/Thaibf ตลอดจนมีการสรรหาแม่อาสาให้มากขึ้นจากกระบวนการจัดทำเวิร์คช้อปอย่างต่อเนื่อง

 

“สัปดาห์นมแม่โลก” ในปี 2557 หรือ World Breastfeeding Week (WBW) เป็นกิจกรรมที่ องค์การเครือข่ายพันธมิตรนมแม่โลก หรือ WABA ที่เกิดขึ้นจากการรวมตัวขององค์กรต่างๆ จากทั่วโลก ที่จุดมุ่งหมายเพื่อรณรงค์ให้ประชาคมโลกตระหนักถึงความสำคัญของ “นมแม่” โดยได้จัดให้มี “สัปดาห์นมแม่โลก” ขึ้นเป็นประจำในช่วงสัปดาห์แรกของเดือนสิงหาคมทุกปี

ทางองค์การเครือข่ายพันธมิตรนมแม่โลก ได้เปิดตัวคำขวัญที่ใช้ในการณรงค์ประจำสัปดาห์นมแม่โลกในปีนี้ว่า

Breastfeeding : A Winning Goal – For Life! - “นมแม่ คือหลักชัย ปกป้องโรคภัยตลอดชีวิต” มีความหมายคือ การให้นมแม่เป็นการเริ่มต้นที่ดี เมื่อแม่ตั้งเป้าหมายที่จะให้นมแม่ เท่ากับแม่ได้ตั้งหลักชัยให้กับลูกตั้งแต่แรกเกิด มุ่งสู่การป้องกันโรคภัยและมีชัยชนะตลอดชีวิต 

 

ความหมายของคำขวัญ สัปดาห์นมแม่โลก 2557 - นมแม่ คือหลักชัย ปกป้องโรคภัยตลอดชีวิต ได้ครอบคลุมถึงชัยชนะ 4 ขั้น ได้แก่ ชัยชนะขั้นแรกคือ การเอาชนะใจตนเองของแม่, ชัยชนะขั้นที่สองคือ ชัยชนะของลูกในการเริ่มชีวิตใหม่, ชัยชนะขั้นที่สามคือ ชนะโรคภัย และชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ชัยชนะสำหรับสังคมโลกส่วนรวม


ขั้นแรกของชัยชนะ คือ การเอาชนะใจตนเองของแม่ เมื่อมีลูกเพิ่มเข้ามาในชีวิต แม่จะต้องมีการปรับตัวปรับใจครั้งใหญ่ เพื่อที่จะน้อมนำใจตนเอง เข้าหาใจของลูก รับรู้ผ่านทางใจของลูก เรียนรู้เพื่อให้ความต้องการของลูกมาก่อนความต้องการของตนเอง และตอบสนองให้ถูกกาลเทศะ ความสุขสบายส่วนตัวของแม่อาจจะลดน้อยลงไปบ้าง แต่เพื่อลูก แม่จะเอาชนะใจตนเองอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับลูก และนำไปสู่ความสำเร็จในการให้นมแม่

ขั้นต่อไปคือ ชัยชนะของลูกในการเริ่มชีวิตใหม่ ทารกแรกเกิดคลอดออกมาพร้อมที่จะใช้สัญชาติญาณในการคลานไปบนอกแม่ และหาเต้านมและหัวนมแม่ เพื่อเริ่มต้นดูดนมแม่ หากแม่ให้โอกาสลูกได้ใช้เวลาอย่างไม่รีบเร่ง แม่จะค่อยๆซึมซับความมหัศจรรย์ ของลูกตัวน้อยๆ ที่แนบอยู่บนอกอุ่นของแม่ เมื่อลูกพบหัวนมก็จะอ้าปากงับและดูดอย่างมีความสุข ลูกได้เรียนรู้แล้วว่าเต้านี้คือแหล่งอาหารและความอบอุ่น ลูกจะฝึกการดูดอย่างขยันขันแข็ง ลูกค่อยๆเรียนรู้ว่า ไม่มีอะไรได้มาง่ายๆ หากมีความพยายาม ก็จะนำไปสู่ชัยชนะ และความสำเร็จ 

ชัยชนะต่อไปคือ ชนะโรคภัย เพราะนมแม่มีสารภูมิต้านทานเฉพาะเจาะจงสำหรับเชื้อที่แม่เคยได้รับมาก่อน ลูกที่กินนมแม่จึงได้สารภูมิต้านทานนั้นๆ และเซลล์ที่มีชีวิตเข้าไปด้วย ทำให้ป่วยน้อยลง พบว่า ทารกที่กินนมแม่เป็นโรคท้องเสีย ทางเดินหายใจอักเสบ หูชั้นกลางอักเสบน้อยกว่าทารกที่ไม่ได้นมแม่ นอกจากนี้ ยังพบว่าทารกที่กินนมแม่ยังลดความเสี่ยงต่อการเป็นโรคอ้วนได้ถึงร้อยละ 24

ครอบครัวนมแม่ ชนะภัยทางเศรษฐกิจ เนื่องจากไม่ต้องเสียเงินซื้อนมผงสำเร็จรูป และลูกแข็งแรงไม่ค่อยเจ็บป่วย ไม่ต้องเทียวหาหมอรักษาโรคภัยไข้เจ็บต่างๆ ถ้าครอบครัวสามารถเก็บออมเงินส่วนที่ประหยัดนี้ไว้ได้ ก็จะมีทุนเพื่อการศึกษาของลูกเตรียมไว้พร้อมสรรพสำหรับอนาคตสถานที่ทำงานที่ส่งเสริมการให้นมแม่ ชนะใจแม่ให้นม การทำงานจึงมีประสิทธิภาพ แม่ไม่ต้องลางานไปดูลูกที่ป่วย 

ชัยชนะที่ยิ่งใหญ่ที่สุด คือ ชัยชนะสำหรับสังคมโลกส่วนรวม โลกชนะเพราะการให้นมแม่ประหยัดทรัพยากรของโลก ประหยัดการใช้พลังงาน ลดโลกร้อน การให้นมแม่ช่วยให้โลกน่าอยู่ขึ้น เพราะเราไม่เบียดเบียนธรรมชาติ เรามีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่กัน มีการเชื่อมโยงซึ่งกันและกัน เชื่อมต่อสายใยผูกพันรักระหว่างแม่ลูก แผ่ขยายออกไปสู่คนในครอบครัว และคนในสังคมรอบตัว ในที่สุด ความเป็นตัวตนของแต่ละคนจะค่อยๆมาหลอมรวมกันเพื่อวัตถุประสงค์ร่วม คือ “สังคมนมแม่” สังคมที่ประสานและรวมพลังช่วยกันให้นมแม่กลายเป็นทรัพยากรของแม่ทุกๆคนได้ในที่สุด

ในส่วนการผลักดันร่วมกับภาคีเครือข่าย มูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย ร่วมกับ กรมอนามัยกระทรวงสาธารณสุขกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานหนุนให้ผู้หญิงหลังคลอดมีสิทธิลาคลอดได้ 180 วัน

และผลักดันสถานประกอบการเปิดมุมนมแม่ทั่วประเทศสำเร็จแล้วกว่า 944 แห่งทั่วประเทศรองรับแรงงานสตรีที่อยู่ในระบบจำนวน6ล้านคนและนอกระบบจำนวน11ล้านคนซึ่งแรงงานสตรีถือว่าอยู่ในสัดส่วนร้อยละ 50 ของจำนวนแรงงานโดยรวมในอุตสาหกรรมหลักของประเทศ ทำให้แรงงานสตรีสามารถเลี้ยงลูกได้ระหว่างทำงานอย่างมีความสุขส่งผลให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการทำงาน นอกจากนี้ การรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ครอบคลุมถึงการส่งเสริมการรับรู้สิทธิพ่อลาคลอดในกลุ่มข้าราชการชายที่สามารถใช้สิทธิลาเพื่อช่วยดูแลภรรยาที่คลอดบุตรติดต่อกันได้ครั้งละ15 วัน

ปัจจุบันคุณแม่ทำงานต่างให้ความสนใจเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้นเนื่องจากหลายปัจจัย ในด้านเศรษฐกิจการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ทำให้ครอบครัวมีค่าใช้จ่ายลดลง เด็ก1 คนจะมีค่าใช้จ่ายในการกินนมผงอยู่ที่4,000 บาทต่อเดือนแต่หากเด็กเปลี่ยนมากินนมแม่แต่ละครอบครัวจะประหยัดได้ถึง24,000 บาท ภายในเวลา6 เดือน

ผลงานวิจัยจากในประเทศและต่างประเทศยังยืนยันว่า เด็กที่กินนมแม่จะมีสุขภาพที่ดี แข็งแรง เติบโตสมวัย และนมแม่ยังช่วยลดความเจ็บป่วยจากโรคต่างๆ ส่งผลให้แม่ลาหยุดงานน้อยลงและแม่จะทำงานได้ทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

“แนวทางการดำเนินงานเพื่อขับเคลื่อนให้เกิดสังคมนมแม่ของมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย นับจากนี้จะมุ่งเน้นไปที่งานด้านวิชาการมากยิ่งขึ้น ด้วยการพัฒนาให้เป็นมูลนิธิศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทยเป็น ศูนย์ข้อมูลและองค์ความรู้ด้านนมแม่ของประเทศ พร้อมกับผลักดันในเรื่องของมุมนมแม่ในสถานประกอบการให้เป็นนโยบายในระดับชาติ ควบคู่ไปกับเรื่องของสวัสดิการและสิทธิประโยชน์สำหรับแม่ลาคลอด และสนับสนุนการสร้างความเข้มแข็งให้กับภาคีเครือข่ายนมแม่ในภูมิภาคต่างๆ เพื่อสร้างสังคมนมแม่ให้กับคืนสู่สังคมไทยอย่างยั่งยืน