หน้าหลัก / โฆษณากับนมผง



โฆษณากับนมผง

ส, 07/25/2009 - 10:53 โดย sutheerau

 

โดย พญ.สุธีรา  เอื้อไพโรจน์กิจ      

กุมารแพทย์ คุณแม่ลูกสองที่ยังไม่เลิกให้นม 


ตลอดเวลาในการทำงานเป็นหมอเด็กหรือกุมารแพทย์ ทุกคนต้องเคยได้รับคำปรึกษา

จากพ่อแม่ของเด็กที่คุณหมอดูแลอยู่เสมอว่า คุณหมอจะแนะนำให้ลูกกินนมอะไรดี  หมอทุกคนย่อมตอบว่า นมแม่

คำถามต่อไปคือ หากนมแม่ไม่มีหรือต้องกลับไปทำงานแล้ว คุณหมอจะแนะนำให้กินนมยี่ห้อไหนดี เพราะอะไร

ทีนี้คำตอบคงไม่ตรงกันแล้ว บางคนอาจตอบว่า ขอให้รู้วิธีและทนความลำบากในช่วงแรกได้ ทุกคนย่อมให้นมแม่ได้สำเร็จ

ว่าแล้วก็ส่งให้ไปพบกับคลินิกนมแม่ จะได้รู้วิธีผลิตนมและปั๊มนมไว้ให้ลูก บางคนอาจตอบว่า

เอานมผงยี่ห้อที่ใกล้เคียงนมแม่มากที่สุด อันนี้ไม่ฟันธงระบุยี่ห้อเพราะวางตัวเป็นกลาง

และต้องการให้พ่อแม่ไปคิดต่อเป็นการบ้าน ขณะที่บางคนบอกได้อย่างเต็มปากเต็มคำเลย

ว่ายี่ห้อนี้เลย เพราะมีสารมากมาย ... เหมือนกับที่มีในนมแม่

        

ปัญหามีอยู่ว่า จริงหรือไม่ที่ในปัจจุบันมีนมผงที่มีคุณสมบัติใกล้เคียง สามารถทดแทนนมแม่ได้

 

คำตอบ คือ ยังไม่มี แต่จากอิทธิพลการโฆษณาของบริษัทนม ทำให้คนจำนวนมากเข้าใจผิด  

และที่น่าเสียใจที่สุดคือคุณหมอบางท่านถึงกับพูดว่า นมแม่มีประโยชน์เพียง 3 เดือน

หลังจากนี้นมแม่ใสมีแต่น้ำ ไม่มีคุณค่าแล้ว แต่นมผงมีสารอาหารทุกอย่างที่

ร่างกายเด็กต้องการ แถมยังมีสูตรต่างๆเหมาะกับเด็กแต่ละวัย นมแม่มีสูตรเดียว  

ไม่เพียงพอกับความต้องการของเด็กที่โตขึ้น พอฟังแล้วก็ได้แต่อ้ำอึ้งค่ะ แสดงให้เห็นผลสำเร็จ

เกินคาดของการปล่อยให้มีการโฆษณาเกินจริง โดยขาดการควบคุม    

โลกในปัจจุบันมีหลายสิ่งหลายอย่างที่พัฒนาจนทำให้มนุษย์อายุยืนยาวขึ้น

เช่น ความก้าวหน้าทางการแพทย์ในการคิดค้นหาสาเหตุและวิธีการรักษาโรค  

การคิดค้นวัคซีนป้องกันโรค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการค้นพบรหัสพันธุกรรมซึ่งเป็นความหวัง

ในการไขปริศนาทางธรรมชาติได้อีกมากมาย  อย่างไรก็ดี มนุษย์ควรยอมรับความเป็นจริงว่า  

ยังมีอีกหลายสิ่งหลายอย่างที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ แม้จะมีมานานแสนนาน แต่ก็ยังทรงคุณค่า

สมควรจะต้องได้รับการอนุรักษ์และถ่ายทอดไปสู่คนรุ่นหลัง โดยไม่เห็นว่าเป็นสิ่งที่

ต้องสลัดทิ้งไปเพื่อกระโจนเข้าสู่วัฒนธรรมสมัยใหม่ หรือถูกกลืนหายไปเพราะมีกระแสใหม่

ของโลกอุตสาหกรรม นั่นคือ ... การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่    

มนุษย์เป็นสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่ฉลาดที่สุด อยู่ในตระกูลใกล้เคียงกับลิงกอริลล่า

และลิงซิมแปนซี ซึ่งอายุขัยสั้นกว่ามนุษย์ ตามหลักฐานวิวัฒนาการของสัตว์เลี้ยงลูก

ด้วยนมระบุว่าสัตว์ตระกูลลิงยิ่งอายุขัยมาก  จะเลี้ยงลูกด้วยนมนานกว่าสัตว์ที่อายุขัยน้อยกว่า

เช่น ลิงซิมแปนซีเลี้ยงลูกด้วยนมนานกว่าลิงแสมดำซึ่งเป็นลิงขนาดเล็กกว่าและอายุขัยสั้นกว่า

ตามธรรมชาติแล้วลิงซิมแปนซีและกอริลล่าให้นมแม่นานถึง 6 ปี  

ดังนั้น แสดงว่าคนในสมัยอดีต ที่ยังไม่มีความก้าวหน้าทางการแพทย์มาช่วยรักษาชีวิตมนุษย์

ทำให้ไม่สูญพันธุ์ไปจากโลกนี้  ก็ได้นมแม่นี่แหล่ะที่ช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทาน ไม่ป่วยบ่อย

ในช่วงวัยที่ร่างกายยังไม่แข็งแรงเต็มที่ นั่นคือช่วง 6-7 ปีแรก พอหลัง 7 ปี 

ร่างกายเริ่มมีระบบภูมิคุ้มกันที่พัฒนาเต็มที่จึงเริ่มป่วยน้อยลง  เหมือนกับที่เราเห็นเด็ก

ในยุคปัจจุบันที่ป่วยบ่อยๆในวัยอนุบาล จะเริ่มป่วยน้อยลงเมื่อเริ่มขึ้นชั้น ป.1 แต่ถ้าเด็กกลุ่มนี้

ได้กินนมแม่ รับรองได้เลยค่ะว่าป่วยน้อยลงแน่นอน เพราะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคภูมิแพ้

ซึ่งเป็นสาเหตุหลักการเจ็บป่วยบ่อยของเด็กในยุคปัจจุบัน โปรตีนนมวัวเป็นสารแปลกปลอม

เมื่อเข้าร่างกายไปแล้ว จะทำให้เด็กบางคนสร้างสารภูมิคุ้มกันชนิดผิดปกติจนเป็นสาเหตุของ

การแพ้อย่างอื่นตามมาอีกมากมาย 

ผู้เขียนเองตั้งใจว่าจะให้ลูกกินนมแม่ไปให้นานที่สุด เดิมเคยคิดว่า 2 ปีก็น่าจะเพียงพอ  

แต่เมื่อได้ทราบว่าลิงยังให้ลูกกินนาน 6 ปี เราจึงควรให้ลูกกินนมให้นานกว่า

และไม่ควรไปแย่งนมจากลูกวัวมากิน นมแม่มีประโยชน์ต่อเด็กที่วัยเกิน 1 ปีแน่นอน

ไม่ต้องรอผลงานวิจัยมายืนยัน เพราะผู้เขียนมีประสบการณ์ตรงจากหลายครอบครัวที่ลูกคนโต

ได้กินนมแม่น้อย มีอาการป่วยบ่อยจากเป็นโรคภูมิแพ้ แต่พอแม่คลอดลูกคนเล็ก

ได้รับคำแนะนำเรื่องนมแม่ช่วยลดภูมิแพ้ได้  จึงมีความพยายามผลิตน้ำนมเผื่อลูกคนโตด้วย  

พบว่าลูกคนโตอาการป่วยน้อยลง สุขภาพแข็งแรงดีขึ้นมาก

คงไม่มีใครปฏิเสธได้ว่า ผู้หญิงในยุคปัจจุบันมีภาระหน้าที่มากกว่าในอดีต เพราะนอกจาก

ต้องเป็นภรรยาคอยดูแลสามี เป็นแม่ที่คอยดูแลลูก เป็นแม่บ้านที่คอยดูแลความสะอาดเรียบร้อย

ของบ้าน ผู้หญิงสมัยนี้ยังต้องทำงานนอกบ้านเพื่อช่วยหารายได้มาจุนเจือครอบครัว

ดังนั้นจึงทำให้เด็กในยุคปัจจุบันมีโอกาสกินนมแม่กันน้อยลง และเป็นโอกาสทอง

ของอุตสาหกรรมการผลิตนมผงหรืออาหารเสริมได้เติบโตมีกำไรเพิ่มขึ้นในแต่ละปี                         

มีความห่วงใยจากกระทรวงสาธารณสุข ถึงกระแสที่โหมแรงอย่างมากของ

โฆษณานมผงในสื่อต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นใน นิตยสารแม่และเด็ก ทีวี วิทยุ  การจัดกิจกรรมส่งเสริม

การขายที่แฝงอยู่ในงานที่เกี่ยวข้องกับเด็กๆ การเป็นสปอนเซอร์ในงานประชุมทางวิชาการ  

การส่งตัวแทนจากบริษัทเข้าพบแพทย์ พยาบาลและบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับการให้คำแนะนำ

ในการดูแลเด็กเพื่อให้ข้อมูลจากการวิจัยของบริษัท ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่มีการยืนยัน

ในความน่าเชื่อถือได้ของผลการวิจัย ยกตัวอย่างเช่น การอ้างว่านมผงที่มี DHA, ARA,

กรดไซอาลิก และโคลีน จะช่วยให้เด็กที่กินนมผงดังกล่าวฉลาดและสายตาดีกว่านมผงที่ไม่ได้ใส่  

หรือการอ้างว่าการใส่จุลินทรีย์แลคโตบาซิลลัสลงในนมผงจะช่วยให้เด็กสุขภาพแข็งแรงกว่า

นมผงที่ไม่ได้ใส่ เหล่านี้ล้วนเป็นการวิจัยที่ดำเนินการโดยบริษัทจึงทำให้ผลการวิจัยออกมา

เป็นอย่างที่บริษัทต้องการ  แต่หากเป็นการวิจัยที่ดำเนินการโดยผู้ไม่มีส่วนได้ผลประโยชน์  

ล้วนแต่พบว่านมผงที่ใส่สารเหล่านี้ไม่ได้มีข้อดีเด่นแตกต่างจากนมผงที่ไม่ได้ใส่  

เนื่องจากร่างกายไม่สามารถดูดซึมสารดังกล่าวไปใช้ได้เลย เพราะในนมผงยังขาดสารที่สำคัญ

อีกมากมายที่จำเป็นต้องใช้ในการออกฤทธิ์ร่วม ซึ่งสารดังกล่าวมีอยู่แต่ในนมแม่เท่านั้น   

ดังนั้นผู้บริโภคควรมีสิทธิ์รู้เท่าทันเบื้องหลังของงานวิจัย ไม่หลงเชื่อโฆษณา

จะได้ไม่เสียเงินซื้อนมผงราคาแพงเหล่านั้นโดยเชื่อว่าลูกจะได้ประโยชน์เพิ่มขึ้น

นอกจากนี้การคัดเลือกเด็กที่มาเป็นตัวแทนของเด็กที่กินนมผงที่ปรากฏอยู่ในงานโฆษณา  

จะเลือกแต่เด็กที่มีความน่ารัก น่าเอ็นดู มีความสามารถ ทั้งที่ความเป็นจริงไม่ได้เป็นเด็กที่

กินนมผงชนิดนั้นเลย บางคนอาจเป็นเด็กที่กินแต่นมแม่และไม่เคยกินนมผงมาก่อนเลย  

เหล่านี้ล้วนแต่เป็นการสร้างความเข้าใจผิดให้แก่ผู้รับข้อมูล เป็นการโฆษณาที่เกินความจริง

และล่วงละเมิดพันธะสัญญาที่บริษัทแม่ในต่างประเทศที่ผลิตนมผงได้ให้ไว้กับประชาคมโลก

โดยเจตนาทั้งนี้เพื่อมุ่งแสวงหากำไรจากการประกอบธุรกิจให้มากที่สุด        

                

เราคงต้องยอมรับว่า ยิ่งนมผงสร้างความน่าเชื่อถือให้แก่ผลิตภัณฑ์ของตัวเองมากขึ้นเท่าไร  

ยิ่งทำให้คนหันเห อยากใช้นมผงมากขึ้นเท่านั้น เพราะการให้นมแม่ให้สำเร็จไม่ใช่เรื่องง่าย

ในกระแสโลกปัจจุบัน ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงควรเร่งรีบออกมาตรการเพื่อควบคุม

การโฆษณานมผงให้เข้มงวดมากกว่านี้ เพราะการที่เด็กไม่ได้กินนมแม่ ไม่ได้มีเพียง

ผลกระทบต่อปัจเจกบุคคล คือ เด็ก ครอบครัว  สังคมและประเทศชาติเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบ

ที่ยิ่งใหญ่ต่อวิวัฒนาการของมนุษยชาติอีกด้วย