หน้าหลัก / แผนงานส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่



1. ความสำคัญ และสถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย

ความสำคัญของการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่


ภาวะโภชนาการของเด็กเป็นสิ่งสะท้อนให้เห็นถึงสุขภาพโดยรวมของเด็ก เมื่อเด็กได้รับอาหารที่เหมาะสมอย่างเพียงพอตามช่วงวัยอายุ ไม่เจ็บป่วยบ่อยๆ และได้รับการดูแลอย่างดี เด็กจะมีการเจริญเติบโตอย่างสมส่วน มีการพัฒนาโครงสร้างและการทำงานของสมอง ซึ่งจะช่วยกระบวนการเรียนรู้และอารมณ์ได้เป็นอย่างดี พร้อมที่จะพัฒนาต่อไปจนเป็นผู้ใหญ่
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เป็นรากฐานเริ่มต้นของการส่งเสริมสุขภาพของเด็กในช่วงระยะ 2-3 ปีแรกของชีวิต เพราะนมแม่เป็นอาหารที่มีคุณค่าทางโภชนาการที่สมดุลและดีที่สุดสำหรับทารกและเด็กเล็ก เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และพัฒนาการของร่างกาย สมอง จอประสาทตา และอวัยวะอื่นๆที่ร่างกายยังพัฒนาไม่เต็มที่ รวมทั้งป้องกันการเกิดโรคต่างๆที่พบบ่อยในทารก เช่นโรคอุจจาระร่วง โรคระบบทางเดินหายใจ และโรคภูมิแพ้ (1) นอกจากนี้นมแม่ยังมีผลต่อสุขภาพในระยะยาวอีกมากมาย
ทารกที่ได้รับนมแม่จะมีโอกาสเป็นโรคอ้วน เบาหวาน น้อยกว่าทารกที่ได้รับนมผสม และยังช่วยป้องกันโรคเรื้อรังในวัยผู้ใหญ่ เช่นโรคเบาหวาน และภาวะหลอดเลือดหัวใจอุดตัน( , ) ด้านเชาว์ปัญญาและพัฒนาการพบว่าทารกที่ได้รับนมแม่อย่างเดียว และได้รับนมแม่ต่อเนื่องจนอายุครบ 12 เดือน ติดตามเชาว์ปัญญาของเด็กเมื่ออายุ 6.5 ปี พบว่าระดับเชาว์ปัญญาของเด็กที่ได้นมแม่สูงกว่าเด็กที่ได้นมผสม 5.9 จุด และระยะเวลาของการได้รับนมแม่สัมพันธ์กับค่าคะแนนเชาว์ปัญญา( ) ดังนั้นองค์การอนามัยโลกได้แนะนำว่าเด็กควรได้รับนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และให้นมแม่ร่วมกับอาหารตามวัยจนถึงขวบปีที่สองหรือนานกว่านั้น

สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย
สถานการณ์การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในประเทศไทย จากรายงานการสำรวจสถานะสุขภาพเด็กไทย(Multiple Indicator Cluster Surveys: MICS)ในปี 2555( ) โดย สำนักงานสถิติแห่งชาติ ด้วยการสนับสนุนขององค์การ UNICEF แสดงจากกราฟแบบแผนการกินนมแม่ของทารกตามช่วงอายุ ของประเทศไทย 2555 พบว่า อัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในช่วงอายุ 0-1, 3 และ 6 เดือนอยู่ที่ร้อยละ 30, 15 และ12.3 ตามลำดับเปรียบเทียบกับปี 2549( ) ในช่วงอายุเดียวกัน อยู่ที่ร้อยละ 11.6, 7.6 และ 5.4 ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้นในระดับหนึ่ง ภาพรวมของทารกที่ได้รับนมแม่ ในช่วงอายุ 6-7 เดือนแรกยังอยู่ในระดับที่ดี คือร้อยละ55 แต่ยังไม่บรรลุเป้าหมายอัตราการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวในทารกอายุน้อยกว่า 6 เดือนของกรมอนามัย ในปี 2556 ไม่น้อยกว่าร้อยละ 50 องค์การอนามัยโลกกำหนดไว้ที่ร้อยละ 35
 --------------------------------------------------------------------------------

  Mihrshahi S, Ichikawa N, Shuaib M, Oddy W, Ampon R, Dibley MJ, Kabir AK, Peat JK.. Prevalence of exclusive breastfeeding in Bangladesh and its association with diarrhoea and acute     respiratory infection: results of the multiple indicator cluster survey 2003. J Health Popul Nutr 2007;25(2):195-204.
  SCHACK-NIELSEN L, MICHAELSEN KF. Breastfeeding and future health. Curr Opin Nutr Metb Care 2006;9:289-96.
  Kramer MS, Aboud F, Mironova E, Vanilovich I, Platt RW, Matush L, et al. Breastfeeding and child cognitive development: new evidence from a large randomized trial. PEDIATRICS Arch     Gen Psychiatry 2008 ;65(5):578-84.
  Thailand Multiple Indicator Cluster Survey:MICS, 2012. United Nations Children’s Fund. (preliminary report)
  Thailand Multiple Indicator Cluster Survey:MICS, December 2005-February 2006. United Nations Children’s Fund
 

การให้น้ำเปล่าหรืออาหารอื่นๆร่วมกับนมแม่เป็นพฤติกรรมของการเลี้ยงดูเด็กที่ถ่ายทอดจากรุ่นสู่รุ่น การสร้างความเชื่อว่านมแม่อย่างเดียว 6 เดือนเพียงพอสำหรับทารก จำเป็นที่จะต้องหาวิธีการสื่อสารที่เข้าถึงกลุ่มต่างๆมากขึ้น รวมทั้งความร่วมมือจากบุคลาการทางการแพทย์และสาธารณสุขทุกระดับที่เกี่ยวข้อง

 

จากรายงานข้างต้นร่วมกับการศึกษาและข้อมูลจากประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา สะท้อนให้เห็นปัจจัยสำคัญบางประการ ที่ส่งผลให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียวใน 6 เดือนแรกไม่ประสบผลสำเร็จ ได้แก่

 

  1.  ขาดกระบวนการจัดการสื่อสารเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่เพื่อสร้างความตระหนัก ความเข้าใจ และนำไปสู่การเรียนรู้ได้ตามกลุ่มเป้าหมายที่มีความหลากหลาย
  2. อิทธิพลการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ และการตลาดของธุรกิจนมผสมที่มีอยู่ต่อเนื่อง เชื่อมั่นในคุณภาพของนมผสมตัดสินใจของแม่และสังคม เกิดความโน้มเอียงไปใช้นมผสม
  3.  การส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในโรงพยาบาลยังไม่ครอบคลุม เนื่องจากมีโรงพยาบาลพยาบาลนอกสังกัดกระทรวงสาธารณสุขและโรงพยาบาลเอกชนจำนวนมากไม่ได้เข้าร่วมโครงการโรงพยาบาลสายใยรักแห่งครอบครัว ของกรมอนามัย
  4.  ระบบการส่งต่อจากโรงพยาบาลไปสู่สถานพยาบาลในชุมชนในการดูแลมารดาหลังคลอดที่บ้าน ยังล่าช้าและไม่ทั่วถึง เป็นช่วงรอยต่อที่สำคัญที่ช่วยให้การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ประสบผลสำเร็จ
  5.  บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขขาดความรู้ ความเข้าใจ และทัศนคติที่ถูกต้องในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ รวมทั้งขาดทักษะในการให้คำแนะนำและช่วยเหลือแม่
  6.  การบังคับใช้กฎหมายสิทธิการลาคลอด 3 เดือนยังไม่เข้มแข็ง มีช่องว่างในการปฏิบัติทั้งในสถานประกอบการหรือพนักงาน การลาคลอดของพนักงานไม่ได้ตามสิทธิหรือไม่ใช้สิทธิให้ครบ
  7.  การส่งเสริมและสนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่(การจัดมุมนมแม่) ให้แก่มารดาในสถานประกอบการ ขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้บริหารของสถานประกอบการ เนื่องจากรัฐบาล ไม่ได้ทำสัตยาบันตามอนุสัญญาขององค์การแรงงานสากลระหว่างประเทศ (C 183, ค.ศ.2000) จึงไม่มีระเบียบชัดเจนเรื่องการคุ้มครองแรงงานหญิงที่เป็นมารดาในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

2. กรอบแนวคิดและยุทธศาสตร์หลัก


 ยุทธศาสตร์หลัก

 

  1.  การพัฒนาด้านวิชาการ และการจัดการความรู้
  2. การสนับสนุนการมีส่วนร่วมและพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่าย
  3.  การสื่อสารเพื่อสร้างความความรู้และเข้าใจความสำคัญของการผลักดันนโยบายระดับชาติ
  4. ที่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

 

 

3. วัตถุประสงค์

3.1 เพื่อพัฒนาองค์ความรู้ด้านวิชาการและงานวิจัยที่ส่งเสริมและสนับสนุนการดำเนินงานการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ด้านนโยบายและการปฏิบัติงาน
3.2 เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมและพัฒนาความเข้มแข็งของภาคีเครือข่ายที่เกี่ยวข้องในสถาบัน
ผลิตแพทย์ องค์กรภาครัฐ ภาคธุรกิจ และกลุ่มครอบครัวในเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
3.3 เพื่อเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ สร้างความรู้ ความเข้าใจและความตระหนักเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และสร้างการมีส่วนร่วมของสังคมเพื่อขับเคลื่อน CODE ให้เป็นกฎหมาย

4. เป้าหมาย/ตัวชี้วัด 

  1.  มีการจัดทำข้อมูลวิชาการที่ได้จากงานทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยในด้านคุณประโยชน์ของนมแม่ ปัญหาด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม สำหรับบุคลาการทางการแพทย์และสาธารณสุขเพื่อนำไปเผยแพร่ให้กับแม่และประชาชนมีความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่มากขึ้น
  2.  สถาบันผลิตแพทย์ 16 แห่งสามารถจัดให้มีการเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้ตามเกณฑ์ของแพทยสภา
  3.  มีบทเรียนการบริหารจัดการมุมนมแม่ที่มีประสิทธิภาพและประสิทธิผลตามลักษณะขององค์กร จำนวน 3 เรื่อง 
  4.  มีศูนย์เรียนรู้ต้นแบบมุมนมแม่ 30 แห่ง 
  5. มีแนวทางการพัฒนาเป็นนโยบาย “ชุดสิทธิประโยชน์สนับสนุนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน” 
  6.  จำนวนเด็กที่ได้กินนมแม่ในสถานประกอบการ 30 แห่ง ประมาณ 1,000 คน (ระยะเวลาในการกินนมแม่แตกต่างกัน) 
  7. มีผลการทำงานเชื่อมประสานในเรื่องส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ อาทิ ภาคีเครือข่ายร่วมกันวางแผนและดำเนินการในการขับเคลื่อน CODE ให้เป็นกฎหมาย ,ส่งเสริมงานการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในพื้นที่นำร่องเขตภาษีเจริญ และพื้นที่จังหวัดสงขลา , ส่งเสริมนมแม่ร่วมอาหารตามวัยกับโครงการโภชนาการสมวัย , ส่งเสริมกาจัดมุมนมแม่ร่วมกับโครงการ Happy Workplace , โครงการแม่ลูกหุ่นดี ในเครือข่ายคนไร้พุง ฯลฯ
  8.  มีองค์กรที่มี นโยบายส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ได้แก่ สถานประกอบการ สถาบันผลิตแพทย์ ภาคี Happy Work place ภาคีเขตภาษีเจริญและจังหวัดสงขลา
  9.  มีการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารให้สังคมมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆดังนี้

   9.1 สื่อหนังสือพิมพ์อย่างน้อย เดือนละ 4 ฉบับ
   9.2 สื่อโทรทัศน์: อย่างน้อย 3 เดือนครั้ง
   9.3 สื่อวิทยุ: FM 102, FM 108, 105.5 (อย่างน้อยเดือนละ 1 ครั้ง)
   9.4 สื่อเว็บไซต์และโซเชียลเน็ตเวิร์ค: www.thaibreastfeeding.org , www.facebook.com/Thaibf (อย่างน้อย สัปดาห์ละ 1 ครั้ง)
   9.5 จัดทำการวิจัยเพื่อประเมินผลความพึงพอใจในการรับรู้ข่าวสารการรณรงค์ส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ทัศนคติและสื่อที่มีอิทธิพลในการรับรู้ข่าวสารเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในเขตกรุงเทพมหานคร
10) มีการเผยแพร่ข้อมูลการละเมิดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก (CODE) และผลกระทบต่อการรับสื่อที่เกิดจากการตลาด เพื่อให้ประชาชนได้เห็นความสำคัญของการปกป้องสิทธิมารดาและทารกในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ โดยร่วมกับสำนักรณรงค์สื่อสารสังคม สสส. (สำนัก 5)

หมายเหตุ : ตัวชี้วัดของแผนงานฯ นี้ มีความสอดคล้องกับตัวชี้วัดของแผนอาหารเพื่อสุขภาวะ ดังนี้

 

ตัวชี้วัดระดับที่สองและสาม
๒.๓ มีองค์กรที่มีการจัดการส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถานที่ทำงาน เพื่อให้เด็กมีโภชนาการสมวัย ที่สามารถใช้ขยายผลโดยภาคีปฏิบัติการในพื้นที่ และภาคียุทธศาสตร์ภาครัฐ เอกชน และท้องถิ่นได้ จำนวน ๓๐ แห่ง
ตัวชี้วัดระดับที่สาม 
๒.๔ มีข้อเสนอเชิงนโยบายส่งเสริมการบริโภคอาหารสุขภาพและโภชนาการเพื่อลดภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ที่มีภาคีนโยบายในระดับชาติและท้องถิ่นรับไปดำเนินการและขยายผลต่อ จำนวน ๓ เรื่อง


 ตัวชี้วัดระดับที่สองและสาม
๓. มีงานจัดการและถ่ายทอดความรู้ และงานพัฒนาศักยภาพภาคี ที่สนับสนุนยุทธศาสตร์ของแผนและเป้าหมาย ๑๐ ปี จำนวนอย่างน้อย ๕ เรื่อง (งานวิชาการ ได้แก่ งานวิจัย งานทดลอง งานสำรวจ งานติดตามผล/monitor ฯลฯ)

 

5. กลุ่มเป้าหมายและพื้นที่ดำเนินการ 

5.1 กลุ่มเป้าหมายที่ได้รับประโยชน์

  1. หญิงตั้งครรภ์ แม่ทำงาน ผู้บริหารและทีมดำเนินงานในสถานประกอบการที่เข้าโครงการฯ
  2.  แม่ ครอบครัว (พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย) และประชาชนทั่วไป กลุ่มครอบครัวออนไลน์
  3. ) ครอบครัวสายใยรักและ อสม. ในพื้นที่ควบคุมในพระองค์ 904 วังศุโขทัย และวังทวีวัฒนา
  4.  นักศึกษาแพทย์ แพทย์ประจำบ้าน พยาบาล และอาจารย์แพทย์(สูตินรีแพทย์ และกุมารแพทย์) ในสถาบันผลิตแพทย์ 16 แห่ง
  5. บุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุขทั่วไป

 5.2 พื้นที่ดำเนินการ

1) สถานประกอบการ พื้นที่ สมุทรปราการ อยุธยา ชลบุรี และ ระยอง
2) สถาบันผลิตแพทย์ 16 แห่ง ดังนี้

  1. คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล
  2. คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ฯ
  3. คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
  4. คณะแพทยศาสตร์ ม.ขอนแก่น
  5. คณะแพทยศาสตร์ ม.สงขลานคริทร์
  6. คณะแพทยศาสตร์ ม.เชียงใหม่
  7. คณะแพทยศาสตร์ม.นเรศวร
  8. คณะแพทยศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์
  9. คณะแพทยศาสตร์ม.ศรีนครินทรวิโรฒ
  10. คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล
  11. สถาบันสุขภาพเด็กแห่งชาติมหาราชินี
  12. พ.ราชวิถี
  13. วิทยาลัยแพทยศาสตร์ รพ.พระมงกุฎเกล้า
  14. รพ.ภูมิพลอดุลยเดช
  15. รพ.พระปกเกล้า จ.จันทบุรี
  16. รพ.มหาราชนครราชสีมา


3) โรงพยาบาลที่เข้าร่วม โครงการการดูแลทารกป่วยให้ได้กินนมแม่ 6 แห่ง และจะรับสมัครเข้า
ร่วมเพิ่มขึ้นอีก 10 แห่ง
4) พื้นที่ควบคุมในพระองค์ 904
5) พื้นที่ดำเนินการร่วมกับภาคีเครือข่าย อาทิ พื้นที่ในชุมชนเขตภาษีเจริญ และจังหวัดสงขลา ฯลฯ
 

6. ระยะเวลาดำเนินการ: 1 มีนาคม 2557 – 28 กุมภาพันธ์ 2558

7. การดำเนินกิจกรรม 

ยุทธศาสตร์ที่ 1 : การพัฒนาด้านวิชาการ และการจัดการความรู้


กิจกรรมที่ 1: การจัดการความรู้เรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในด้านคุณประโยชน์ของนมแม่


ปัญหาด้านสุขภาพ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม 

  1. ทบทวนวรรณกรรมจากงานวิจัยต่างๆในด้านคุณประโยชน์ของนมแม่ ปัญหาทางสุขภาพ ผลกระทบด้านเศรษฐกิจและสังคม
  2. จัดทำหนังสือบทความทบทวนวรรณกรรมชุดที่ 3 สำหรับบุคลากรทางการแพทย์และสาธารณสุข และบุคคลอื่นๆที่สนใจ จำนวน 5,000 เล่ม
  3. จัดทำข้อมูลที่ได้จากงานทบทวนวรรณกรรมหรืองานวิจัยเพื่อเผยแพร่ให้กับกลุ่มแม่ ครอบครัว และสังคมให้กับประชาชน
  4.  

ยุทธศาสตร์ที่ 2: การสนับสนุนการมีส่วนร่วมและพัฒนาความเข้มแข็งเครือข่าย

กิจกรรมที่ 2.1 การสนับสนุนสถาบันผลิตแพทย์จำนวน 16 แห่งในการจัดการเรียนการสอนด้าน
การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างต่อเนื่อง

 

  1. จัดประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาวิชาการการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ให้กับอาจารย์แพทย์ใน สถาบันผลิตแพทย์
  2.  จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้การจัดเรียนการสอนการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในสถาบันผลิตแพทย์
  3.  เยี่ยมสถาบันผลิตแพทย์ที่ยังไม่ได้ติดตาม จำนวน 11 แห่งเพื่อสร้างขวัญและกำลังใจให้กับ
  4. อาจารย์แพทย์ที่รับผิดชอบและร่วมกันหาแนวทางแก้ไขปัญหาและอุปสรรคต่างๆเพื่อให้การ เรียนการสอนประสบผลสำเร็จ

     
กิจกรรมที่ 2.2 การประสานภาคีเครือข่ายส่งเสริมการจัดสวัสดิการแรงงานการเลี้ยงลูกด้วยนม
แม่ ในสถานประกอบการ 

  1. 1) พัฒนากลไกการประสานงานระหว่างภาคีเครือข่ายหุ้นส่วนภาครัฐ ภาคธุรกิจ และองค์กรเอกชนให้มีประสิทธิภาพ
  2. จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “สะท้อนบทเรียน” ระหว่างภาคีเครือข่ายร่วมดำเนินการ
  3.  พัฒนาศักยภาพสถานประกอบการ เพื่อให้เป็นสถานประกอบการมุมนมแม่ต้นแบบจำนวน 30 แห่ง
  4.  บูรนาการการดำเนินงานร่วมกับภาคีเครือข่ายต่างๆ ทั้งภายในและภายนอกสสส. อาทิ โครงการโภชนาการสมวัย , โครงการ Happy Workplace , โครงการแม่ลูกหุ่นดี ฯลฯ เพื่อเสริมการทำงานส่งเสริมการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ในสถานประกอบการ
  5.  ประสานเครือข่ายที่เกี่ยวข้องกับแรงงานสตรีเพื่อขับเคลื่อนให้ผู้หญิงวัยแรงงานสามารถใช้สิทธิลาคลอดจนครบ 3 เดือน เพื่อหนุนเสริมให้แม่วัยทำงานมีเวลาในการดูแลและเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ได้นานขึ้น

ยุทธศาสตร์ที่ 3 การสื่อสารเพื่อสร้างความความรู้และเข้าใจความสำคัญของการผลักดันนโยบาย


ระดับชาติที่เอื้อต่อการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่

กิจกรรมที่ 3.1 การจัดกิจกรรมสนับสนุน “โครงการสายใยรักแห่งครอบครัว”

 

  1. ตอบสนองตามพระราชดำริ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร และพระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าศรีรัศมิ์ พระวรชายาฯในโครงการสายใยรักแห่งครอบครัว
  2.  สร้างและพัฒนาความเข้มแข็งการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และการให้อาหารตามวัยทารกช่วงอายุเดือนในพื้นที่ควบคุมในพระองค์ 904 (ถ.สุโขทัยและพุทธมณฑลสาย 7 จ.นครปฐม)
  3. จัดทำข้อมูลนมแม่ที่ทันสมัยลงในเว็บไซด์ http://www.saiyairak.com และคลังข้อมูล ดิจิตอล http://breastfeedinglib.saiyairak.com/
  4.  จัดประชุมวิชาการนานาชาติร่วมกับกรมการแพทย์และภาคีวิชาชีพทางการแพทย์ เรื่อง “การเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ในทารกเจ็บป่วย” (International Conference Breastfeeding Sick Babies) ครั้งที่ 2 ปี 2557
  5.  จัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ “สายใยรักนมแม่คาเฟ่” ร่วมกับโรงพยาบาลภาครัฐและเอกชน ให้กับแม่และครอบครัว (พ่อ ปู่ ย่า ตา ยาย) และบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ และเสริมการให้อาหารกับเด็กตามช่วงวัย
  6. ผลิตสื่อความรู้ เกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่บรรจุในกระเป๋าสายใยรักแห่งครอบครัวและจดหมายข่าวรวบรวมผลงานการดำเนินงาน

กิจกรรมที่ 3.2 การสื่อสารผ่านเว็บไซด์ศูนย์นมแม่ฯ (www.thaibreastfeeding.org)

 

  1. รวมรวมองค์ความรู้ด้านวิชาการนำมาจัดประเภทข้อมูลข่าวสารเพื่อให้เกิดความสะดวกในการสืบค้นข้อมูลในสื่ออินเตอร์เน็ตwww.thaibreastfeeding.orgและสื่อโซเชียลเว็ทเวิร์ค www.facebook/Thaibf
  2.  จัดกิจกรรมชุมชนนมแม่ออนไลน์ปีละ 4 ครั้งเพื่อพัฒนาความรู้และสร้างความเข้มแข็งของชุมชนนมแม่ออนไลน์ หัวข้อการอบรม ประกอบด้วย การเตรียมความพร้อมหญิงตั้งครรภ์ในการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ การช่วยเหลือและสนับสนุนแม่ให้สามารถเลี้ยงลูกด้วยนมแม่อย่างเดียว 6 เดือน และเสริมการให้อาหารกับเด็กตามช่วงวัย
  3.  จัดระบบเฝ้าระวัง รวบรวมรายงานการละเมิดหลักเกณฑ์ว่าด้วยการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก
  4. จัดกิจกรรมบนเว็บไซด์ (Digital Marketing for Web) อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง


กิจกรรมที่ 3.3 การสื่อสารสาธารณะและเคลื่อนไหวสังคม

 

  1. จัดทำและส่งข่าวประชาสัมพันธ์ที่ทันต่อสถานการณ์สังคม
  2.  พัฒนากลวิธีการสื่อสาร ประเด็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเกี่ยวกับการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่
  3. เผยแพร่สู่สื่อสาธารณะในรูปแบบต่างๆ
  4. เผยแพร่ความรู้ด้านวิชาการเกี่ยวกับนมแม่จากงานวิจัยและ บทความการทบทวนวรรณกรรม
  5.  กิจกรรมการรณรงค์และสร้างความเข้าใจถึงความสำคัญของการผลักดัน CODE ให้เป็นกฎหมาย
  6. กิจกรรมรณรงค์สัปดาห์นมแม่โลก 2014 (World Breastfeeding Week)
  7.  ประสานการทำงานร่วมกับ สสส. เพื่อช่วยหนุนเสริมการรณรงค์สื่อสารประชาสัมพันธ์นมแม่ไปสู่การขับเคลื่อนสังคมในวงกว้างมากขึ้น
  8.  ประสานการทำงานร่วมกับ International Baby Food Action Network Asia (IBFAN Asia) เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้และช่วยหนุนเสริมการขับเคลื่อนเรื่องการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่และ CODE ในประเทศไทย